ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยออกมาประเมินตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเราไว้ว่าน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.98 - 2 แสนล้านบาทแล้ว โดยน้ำอัดลม ยังคงครองสัดส่วนมากที่สุด ประมาณ 31% รองลงมาจะเป็นน้ำเปล่าบรรจุขวด ที่มีสัดส่วนประมาณ 22% และอันดับ 3 จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง 16%
ขณะที่ Kantar บริษัทวิจัยข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดและการวิเคราะห์ชั้นนำของโลก เคยออกมาเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเรา พบว่า แม้ปัจจุบันผู้บริโภคจะมีตัวเลือกหลากหลายในสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม แต่ “น้ำอัดลม” ก็ยังเป็นเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด จากการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของแบรนด์ รสชาติ รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เข้ามาสนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า ทำไม น้ำอัดลมจึงเป็นเครื่องดื่มที่มีขนาดของตลาดใหญ่ที่สุด โดยในปี 2566 มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 62,000 ล้านบาท เติบโต 16% จากปี 2565 ที่เติบโตเพียง 1.8%

ทำไม น้ำอัดลมยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ครองสัดส่วนมากที่สุดมาอย่างยาวนาน คำตอบแรกก็คือเครื่องดื่มประเภทนี้ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี ทำให้ ยิ่งอากาศร้อน การดื่มน้ำอัดลมก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผู้เล่นในตลาดนี้เป็นยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมีการใส่เงินเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก เมื่อรวมเข้ากับการมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง สามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ของประเทศ จึงส่งผลให้ตลาดยังคงมีขนาดใหญ่สุดในบรรดาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ด้วยกัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการที่ผู้เล่นแต่ละรายพยายามที่จะสร้างโอกาสในการดื่มในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เราได้เห็นการมีแพ็กไซส์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การดื่มทั้งที่เป็น Single Serve สำหรับดื่มคนเดียวอย่างแพ็กไซส์ประเภทแคน และขวด PET ขนาดตั้งแต่กว่า 300 มล.ขึ้น และแพ็กไซส์แบบ Multi Serve ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 ลิตรขึ้นไป เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเพิ่มโอกาสในการดื่มกับมื้ออาหาร ที่จะเป็นเรื่องของการผลักดันสินค้าเข้าช่องทางร้านอาหารผ่านระบบการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าน้ำอัดลม โดยการดื่มกับมื้ออาหาร หรือการขายเข้าช่องทางร้านอาหารนี้ มีสัดส่วนประมาณ 12% ของตลาดรวม ถือว่ายังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก

จากงานวิจัยของ Kantar พบว่า 90% ของผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองเลือกซื้อน้ำอัดลมเพื่อบริโภคนอกบ้าน โดยมีความถี่ในการซื้อสินค้ามากกว่า 22 ครั้งต่อปี และใช้จ่ายประมาณ 19 บาทต่อครั้ง
อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคทำให้น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมมีความนิยม “ลดลง” ด้วยเช่นกัน Kantar พบว่า ผู้บริโภคกว่า 60% เลือกซื้อน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาลเพื่อการบริโภคนอกบ้านและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากมองลงลึกเข้าไปในรายละเอียดของตลาดแล้วจะพบว่า ตลาดน้ำอัดลมจะแบ่งออกเป็นน้ำอัดลมประเภทโคล่า 70% และน้ำสี 30% ที่น่าสนใจก็คือการเติบโตของน้ำอัดลมน้ำตาล 0% กลับมีตัวเลขสูงถึง 36% พร้อมกับผลักดันให้เซ็กเม้นต์น้ำอัดลมน้ำตาล 0% มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไปเป็น 10% จากตลาดรวม เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแบบน่าสนใจ หลังจากที่ 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ยังมีสัดส่วนไต่ระดับอยู่ที่ 3 – 4% เท่านั้น

เมื่อมองเข้ามาที่เทรนด์การเติบโตของตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% แล้ว พบว่า ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ผู้เล่นในตลาดนี้ทั้งโค้กและเป๊ปซี่ ต่างก็มีการเข้ามาแข่งกันกระตุ้นตลาดให้ยังคงมีการเติบโตที่ดี ผ่านทั้งการออกสินค้าใหม่ๆ และการทำกิจกรรมการตลาด ทำให้สามารถกระตุ้นการดื่มได้ค่อนข้างดี
ขณะเดียวกัน ก็ยังคงทำให้น้ำอัดลมยังสามารถรักษาพื้นที่กระเพาะของผู้บริโภคชาวไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ตลาดน้ำอัดลม ยังคงเป็นตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีขนาดของตลาดที่ใหญ่สุดในบ้านเราต่อไป.....