ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการออกมาคาดการณ์ว่า ยอดขายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศปี 2568 จะมียอดขายของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์โดยรวมอยู่ที่ 2.29 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.3% แต่เป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (CAGR ปี 2565-2567) ที่โตเฉลี่ย 4.7% ต่อปี จากการบริโภคของผู้บริโภคที่ยังได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่และค่าครองชีพยังสูง โดยแนวโน้มตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในปี 2568 มีกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจนั้น จะพบว่า ยอดขายน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด คาดว่าจะขยายตัว 2.6% และ 4.8% ในปี 2568 ชะลอตัวลงจากปี 2567
เมื่อมองเข้ามาที่ในรายละเอียดแล้ว จะพบว่า ตลาดน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 55% ของยอดขายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด เมื่อลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ตลาดน้ำอัดลมมีสัดส่วนประมาณ 34% ของตลาดรวม รองลงไปเป็นตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด 21% และเครื่องดื่มชูกำลังประมาณ 10% ที่เหลือเป็นเครื่องดื่มประเภทต่างๆ อาทิ ฟังก์ชั่นนัลดริงค์

ขณะที่ Kantar บริษัทวิจัยข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดและการวิเคราะห์ชั้นนำของโลก เคยออกมาเปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเรา พบว่า แม้ปัจจุบันผู้บริโภคจะมีตัวเลือกหลากหลายในสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม แต่ “น้ำอัดลม” ก็ยังเป็นเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคเลือกซื้อมากที่สุด จากการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของแบรนด์ รสชาติ รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
การเป็นตลาดเครื่องดื่มที่มีขนาดของตลาดใหญ่ที่สุดของน้ำอัดลมนั้น นอกจาก สิ่งที่ตามมาอย่างหนึ่งก็คือ สินค้าในกลุ่มนี้ ถือเป็นเครื่องดื่มที่มีแพ็กไซส์ของสินค้าที่ค่อนข้างจะหลากหลาย และครอบคลุมรูปแบบการดื่มของคนไทยได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบการดื่มจะมีทั้งที่เป็น Single Serve สำหรับดื่มคนเดียวอย่างแพ็กไซส์ประเภทแคน และขวด PET ขนาดตั้งแต่กว่า 300 มล.ขึ้น และแพ็กไซส์แบบ Multi Serve ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 ลิตรขึ้นไป
ถ้าจะให้อธิบายรูปแบบการดื่มทั้ง 2 ประเภท ให้เห็นภาพมากขึ้นนั้น การดื่มแบบ Single Serve ก็คือ การดื่มคนเดียว ที่ส่วนใหญ่แล้ว รูปแบบการดื่มอย่างนี้ จะเป็นการดื่มนอกบ้านเป็นหลักๆ

โดยจากงานวิจัยของ Kantar ที่เคยทำเอาไว้นั้น พบว่า 90% ของผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองเลือกซื้อน้ำอัดลมเพื่อบริโภคนอกบ้าน โดยมีความถี่ในการซื้อสินค้ามากกว่า 22 ครั้งต่อปี และใช้จ่ายประมาณ 19 บาทต่อครั้ง
แน่นอนว่า การที่น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มตัวแรกๆ ที่ถูกเลือกดื่มนอกบ้าน มาจากเหตุผลที่ว่า น้ำอัดลม เป็นประเภทเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการ Refreshing หรือดับกระหาย เพิ่มความสดชื่นได้ค่อนข้างดี โดยภาพจำอันหนึ่งที่ผู้บริโภคมีต่อเครื่องดื่มประเภทนี้ก็คือ เรื่องของความซ่า ที่ช่วยดับกระหาย ทำให้เราได้เห็นการนำเรื่องของความซ่า เข้ามาเป็น1 ในเรื่องที่สื่อสารกับผู้บริโภคมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา
แม้ไลฟ์สไตล์การใส่ใจสุขภาพของคนไทย จะมีมากขึ้น แต่ผู้เล่นในตลาดนี้ก็หันมาทำตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ที่มีการปรับจูนในเรื่องของรสชาติจนออกมาใกล้เคียงกับน้ำอัดลมออริจินัล หรือรสชาติดั้งเดิมที่มีน้ำตาล และคนไทยก็หันมาดื่มน้ำอัดลมน้ำตาล 0% กันมากขึ้น จนทำให้ตลาดนี้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา
ว่าไปแล้ว ไลฟ์สไตล์การดื่มแบบ Single Serve ของคนไทยในปัจจุบัน ค่อนข้างจะหลากหลายอย่างมาก ทำให้แบรนด์น้ำอัดลมเอง ต้องมีการทำตลาดที่ค่อนข้างจะ Fragment ในแง่ของตัวแพ็กไซส์ เพื่อตอบโจทย์การดื่มที่หลากหลาย และในแต่ละช่วงอารมณ์ของการอยากดื่มของคนไทย
ทำให้เราได้เห็น การตอบสนองความต้องการของลูกค้าผ่านตัวแพ็กเกจจิ้งขนาดเล็กที่ประมาณ 245 มล.ที่ตอบโจทย์คนที่บางครั้งอยากดื่มน้ำอัดลมแค่เล็กน้อยเพื่อแก้ความอยากของตัวเอง ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้งในขวด PET ไซส์ที่มีขนาดบรรจุประมาณ 500 – 545 มล.สำหรับคนที่ต้องการดื่มในปริมาณมาก อย่างกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น

ส่วนรูปแบบการดื่มที่เป็น Multi Serve นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการดื่มในบ้าน ที่จะเป็นโมเม้นต์ของการแชร์ความสุขผ่านครอบครัว หรือการสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน ทำให้เราได้เห็นการวางสินค้าในขนาดแพ็กไซส์ที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ขวด PET ขนาด 1 ลิตรขึ้นไป ตามโอกาสในการดื่มของแต่ละช่วงเวลา
การแชร์ความสุขนี้ กลายเป็นสิ่งที่โค้ก นำเสนอผ่านแบรนด์ของตัวเองมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นภาพจำในเรื่องของการส่งโค้ก ส่งความสุข หรือเปิดโค้ก เปิดช่วงเวลาแห่งความสุข
การมีรูปแบบแพ็กไซส์ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์การดื่มได้ในทุกช่วงเวลา กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำอัดลมยังสามารถรักษาพื้นที่กระเพาะของผู้บริโภคชาวไทยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้ตลาดน้ำอัดลม ยังคงเป็นตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีขนาดของตลาดที่ใหญ่สุดในบ้านเราต่อไป....