- ส่วนผลกระทบต่อภาคการเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า
- ธุรกิจประกัน: แม้ในปัจจุบัน ผู้ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว ก่อนแจ้งเคลม แต่คาดว่าผลกระทบต่อธุรกิจประกันน่าจะอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากเป็นเหตุที่ไม่เกิดบ่อยในไทย และบริษัทประกันไทยส่วนใหญ่มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัยต่อ (Reinsure) ไปยังต่างประเทศ ขณะที่ อัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (RBC) ของธุรกิจประกันชีวิต และประกันวินาศภัย สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำถึงประมาณ 3 เท่า
ทั้งนี้ แม้ภัยธรรมชาติจะมีผลให้ลูกค้าตื่นตัวในการทำประกันภัยมากขึ้นทั้งกลุ่มอัคคีภัยและ Industrial All Risks Insurance (IAR) แต่บริษัทประกันฯ คงต้องบริหารจัดการ Loss Ratio อาทิ จากกลุ่มอัคคีภัย ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ตามความถี่ของภัยธรรมชาติ รวมถึงควบคุมความเสี่ยงจากธุรกิจอื่นๆ ที่น่าห่วงมากกว่าและมีขนาดใหญ่อย่างเช่นประกันภัยรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ
- ธุรกิจธนาคารพาณิชย์: มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่เพิ่งประกาศออกมา อาจมีผลเฉพาะหน้าบางส่วนในการประคองภาพสินเชื่อรวม อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสินเชื่อยังถูกกดดันจากอำนาจซื้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ยังคงมองการเติบโตของสินเชื่อระบบแบงก์ไทยปีนี้ที่ 0.6%
ขณะที่ ประเด็นติดตาม จะอยู่ที่ 1) คุณภาพหนี้ โดยเฉพาะในส่วนหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเดิมก็มีแนวโน้มถดถอยลงหลังจากช่วงโควิด และศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินก่อนหน้านี้ว่า สัดส่วน NPLs ของระบบแบงก์มีโอกาสปรับจาก 2.7% ณ สิ้นปี 2567 มาแตะที่ขอบบนของกรอบ 2.65-2.85% สิ้นปี 2568 มากขึ้น 2) การไถ่ถอนหุ้นกู้ของภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในระยะที่เหลือของปีนี้ และ 3) ผลจากการลดดอกเบี้ยในประเทศเพิ่มเติม หากเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้น อันจะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของระบบแบงก์ไทยเพิ่มเติม