ในปี 2565 มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในกลุ่ม “คอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์” มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.08 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตจากปีก่อนหน้า (ปี 2564) ถึง 12% โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2567 จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีก เป็นผลจากการเติบโตของสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่างๆ
ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ทั่วโลก ที่กำลังเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของตลาดซื้อ-ขายคอนเทนต์ เห็นได้จากการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ งาน Marché du Film ในเทศกาล Cannes International Film Festival, Asia TV Forum & Market Singapore (ATF) และ Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ฯลฯ เวทีเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนและเจรจาการซื้อขายคอนเทนต์ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์จากทั่วโลก
CEA หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ในฐานะองค์กรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ตลอดจนนักธุรกิจ-นักลงทุนเข้าไว้ด้วยกัน จึงได้เปิดตัวตลาดซื้อขายคอนเทนต์ของไทย Content Project Market ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่นอกจากจะมีการซื้อขายคอนเทนต์โปรเจ็กต์ภาพยนตร์และซีรีส์ ยังมีงานด้านแอนิเมชั่น และนักเขียนบทระดับมืออาชีพของไทยโดยเฉพาะ โดยเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Content Lab 2024 สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ดันไกลสู่สากล
Content Project Market จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ของไทยได้นำเสนอผลงาน ทั้งบทภาพยนตร์และซีรีส์ของตัวเอง รวมไปถึงไอเดีย เนื้อหา หรือคอนเซ็ปต์ (Pitch Deck) ที่ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาต่อนักธุรกิจ-นักลงทุนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 64 บริษัท เช่น บริษัทเนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด, บริษัท ทรู ซีเจ ครีเอชั่นส์ จำกัด, บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด, Skyline Media Group จากประเทศเวียดนาม, Barunson E&A จากประเทศเกาหลีใต้, Mocha Chai Laboratories จากประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น
โดย CEA มองว่า นอกจาก Content Project Market จะเป็นการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้แก่เหล่านักสร้างสรรค์ของไทย และพัฒนาศักยภาพผู้สร้างคอนเทนต์แล้ว ยังมุ่งหวังการสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานของตัวเองสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์และทัดเทียมมาตรฐานอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับสากล ไปจนถึงการสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในระดับสากลในอนาคต เพื่อเป็นอีกหนึ่งความหวังและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์รุ่นใหม่ ตลอดจนผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยสามารถเติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า การจัดงาน Content Project Market เปรียบได้กับตลาดซื้อขายและเวที Pitching คอนเทนต์ของไทย ที่เชื่อมโยงนักสร้างสรรค์กับนักลงทุนให้มาพบปะพูดคุยเพื่อเจรจาต่อยอดธุรกิจ โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชั่น ในขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ สร้างเครือข่าย และพัฒนานักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ให้มีทักษะในการนำเสนอผลงานกับนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะต่างๆ ภายใต้โครงการ Content Lab 2024
รวมถึงนักสร้างสรรค์คอนเทนต์มืออาชีพจากการเปิดรับสมัครจากภายนอกทั้งหมด 59 โปรเจ็กต์ แบ่งเป็นโปรเจ็กต์จากโครงการ Content Lab 2024 จำนวน 37 โปรเจ็กต์ ได้แก่ ภาพยนตร์และซีรีส์ จำนวน 10 โปรเจ็กต์ แอนิเมชั่น จำนวน 7 โปรเจ็กต์ และบทภาพยนตร์และซีรีส์ จำนวน 20 โปรเจ็กต์ และจากการเปิดรับสมัคร (Open Call) จำนวน 22 โปรเจ็กต์ โดยนักสร้างสรรค์ที่เข้าร่วมงานได้นำโปรเจ็กต์ที่พัฒนาแล้วของตัวเองมานำเสนอกับนักธุรกิจทางด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ นักลงทุนจากสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มระดับสากล รวมถึงนักลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านเวที Pitching และการเจรจาธุรกิจ Business Matching เพื่อต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมกันผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เป็นที่รู้จักบนเวทีนานาชาติ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต
“จากการศึกษาของ CEA พบว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมที่ Spill Over Effect สูง หมายความว่า ความคาดหวังของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในแง่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่รายได้จากการขายภาพยนตร์ออกไป รายได้ไม่ได้มาจาก Box Office หรือว่าสตรีมมิ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังนํามาซึ่งรายได้ทางเศรษฐกิจในมิติอื่นอื่นๆ อีกด้วย เมื่อหนังเรื่องหนึ่งไปฉายในแพลตฟอร์มต่างประเทศ หรือในโรงหนังต่างประเทศสามารถที่จะสร้างมูลค่าให้นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ชื่นชมความเป็นไทย ซื้อสินค้าไทย เพราะมีหนังหลายเรื่องที่มาถ่ายทําในเมืองไทยและทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยไม่รู้จบ ดังนั้นพลังของภาพยนตร์ของซีรีส์ของแอนิเมชันมันสูงมาก”

ดร.ชาคริต กล่าวเสริมว่า งาน Content Project Market จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2566 เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Content Lab 2023 ที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากกลุ่มธุรกิจและพันธมิตรในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ทั้งไทยและต่างประเทศ และทีมที่เข้าร่วมโครงการในกลุ่มภาพยนตร์และซีรีส์ จำนวน 13 ทีม ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ปีนี้ CEA จึงต่อยอดความสำเร็จด้วยการจัดทำโครงการ Content Lab 2024 สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ดันไกลสู่สากล โดยขยายขอบเขตของโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะนักสร้างสรรค์ในสเกลที่กว้างขึ้น พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับความต้องการของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในปัจจุบันมากขึ้น
โดยผ่านโครงการบ่มเพาะ (Incubation Programs) 4 โครงการ และโครงการสร้างโอกาสทางธุรกิจ 1 โครงการ ประกอบด้วย 1) Content Lab: Newcomers แคมป์สำหรับคนทำหนังและซีรีส์หน้าใหม่ 2) Content Lab: Mid-Career โครงการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และซีรีส์ สำหรับบุคลากรวิชาชีพระดับกลางในสายโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักเขียนบท 3) Content Lab: Animation เวิร์คช็อปพัฒนาซีรีส์โปรเจ็กต์สำหรับสายงานด้านแอนิเมชั่นในกลุ่ม Mid-Career และ 4) Content Lab: Advanced Scriptwriting เวิร์คช็อปพัฒนาการเขียนบทระดับมืออาชีพ โดยวิทยากรจากไทยและต่างประเทศ รวมถึงโครงการสร้างโอกาสทางธุรกิจภายใต้ชื่อ Content Project Market ที่จัดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นอีก 1 โครงการปลายทางสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในการผลักดันและต่อยอดผลงานของนักสร้างสรรค์ สู่โอกาสในการนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมนำเสนอโปรเจ็กต์ของผู้ที่ได้รับการบ่มเพาะจากโครงการ Content Lab 2024 และกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างเจ้าของโปรเจ็กต์คอนเทนต์ และนักลงทุน ผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“CEA ในฐานะองค์กรที่ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมั่นว่าการจัดงาน Content Project Market ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันและต่อยอดผลงานของนักสร้างสรรค์สายคอนเทนต์จากโครงการย่อยต่างๆ ของโครงการ Content Lab 2024 ข้างต้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากจุดเริ่มต้นตั้งแต่การพัฒนาทักษะเพื่อยกระดับคุณภาพของผลงานสร้างสรรค์ให้ดียิ่งขึ้น ไปสู่การนำเสนอโปรเจ็กต์ให้เกิดการผลิตขึ้นได้จริงในตลาดคอนเทนต์ และยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างแข็งแกร่ง ตลอดจนเป็นผลงานต้นแบบในการส่งเสริมและสนับสนุนนักสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์คอนเทนต์ไทยให้เติบโตในระดับโลกต่อไป” ดร.ชาคริต กล่าว
