“สุกี้ตี๋น้อย” ชื่อนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในบทสนทนาและชีวิตประจำวันของคอบุฟเฟต์อย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะแบรนด์นี้ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดเลยจริง ๆ ล่าสุดกับการเตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง “สุกี้ตี๋น้อย Plus+”
ท่ามกลางมูลค่าตลาดรวมของสุกี้ในประเทศไทยที่สูงถึง 23,000 ล้านบาท และยังคงโตต่อเนื่อง สุกี้ตี๋น้อยคือผู้เล่นที่เรียกว่าเข้ามาเป็น Game Changer ของตลาด Budget Buffet ซึ่งวันนี้โจทย์ไม่ได้มีแค่เรื่องของการขยายสาขา หากคือการบริหารธุรกิจอย่างไรให้สามารถทำกำไรได้
ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอ โดยแบ่งตามระดับราคา ดังนี้
- สุกี้ตี๋น้อย (Standard) หัวหอกหลักที่มีสาขามากที่สุดด้วยจำนวน 103 สาขา ชูจุดขายราคาเริ่มต้น 219 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลและ VAT 7%)
- Teenoi Bar B Q ทางเลือกสำหรับสายปิ้งย่าง ปัจจุบันขยายไปแล้ว 6 สาขา ในราคา 299 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลและ VAT 7%)
- Teenoi Gold โมเดลยกระดับความพรีเมียมที่มีให้เลือกถึง 3 ระดับราคา คือ 399 / 499 และ 599 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลและ VAT 7%) ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา
โมเดลล่าสุด “สุกี้ตี๋น้อย Plus+”
สิ่งที่น่าจับตามองในขณะนี้คือการเปิดตัว “สุกี้ตี๋น้อย Plus+” ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวใหม่ที่จะมาเติมเต็มช่องว่าง กับราคา 299 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลและ VAT 7%)
ทำไมต้องมีหลาย Tier Price?
เป็นที่รู้กันดีในอุตสาหกรรมอาหารว่าตลาด Budget Buffet ราคา 219 บาทนั้นมีกำไรบางเฉียบ หัวใจสำคัญของตลาดนี้จึงต้องเน้น Volume หรือจำนวนลูกค้ามหาศาลเพื่อให้อยู่รอด แต่เมื่อแบรนด์เติบโตจนถึงจุดหนึ่งการพึ่งพาเพียงราคาเดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยง กลยุทธ์ Tier Price จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้โจทย์นี้
Upselling จูงใจให้จ่ายเพิ่ม การเสนอทางเลือกอย่างสุกี้ตี๋น้อย Plus+ ในราคา 299 บาท (เพิ่มจากเดิม 80 บาท) เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับเมนูพรีเมียมในบางรายการ ยกตัวอย่างที่สุกี้ตี๋น้อยโพสผ่านเพจว่าให้เลือก 3 น้ำซุปฟรีของ Teenoi Gold จะเลือกอะไร ส่วนต่าง 80 บาทนี้เองที่ช่วยดันมาร์จิ้นให้สูงขึ้นกว่าตัว 219 บาทอย่างมีนัยสำคัญ
หากมองอีกมุม สุกี้ตี๋น้อย 219 บาท มีไว้เพื่อ Market Share และ Economy of Scale ในการคุมต้นทุน ขณะที่โมเดลสุกี้ตี๋น้อย Plus+ 299 หรือ Teenoi Gold ที่มีราคาตั้งแต่ 399 / 499 และ 599 บาท มีไว้เพื่อดึงกำไรต่อหัวให้สูงขึ้น
ปรับตัวตาม Occasion เพราะความต้องการของลูกค้าไม่เท่ากันนอกจากเรื่องกำไรแล้ว กลยุทธ์ Tier Price ยังสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตาม Occasion หรือโอกาสในการทาน ยกตัวอย่างเช่น
สุกี้ตี๋น้อย Standard 219 บาท ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในวันธรรมดา หรือมื้อดึกแบบไม่ต้องคิดมาก
สุกี้ตี๋น้อย Plus+ หรือ Teenoi Bar B Q ราคา 299 บาท ตอบโจทย์กลุ่มที่อยากทานปิ้งย่าง หรือกลุ่มที่อยากลองของใหม่ที่พรีเมียมกว่าเดิมในราคาที่ยังเข้าถึงได้ง่าย
ขณะที่ Teenoi Gold อาจจะต้องการ Occasion พิเศษ หรือกลุ่ม Foodie ที่ต้องการวัตถุดิบชั้นดี
ดังนั้น การที่สุกี้ตี๋น้อยขยับมาเล่นโมเดล Tier Price คือสัญญาณว่าแบรนด์กำลังพยายามที่จะเพิ่มมาร์จิ้น เพื่อบริหารกำไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ความหลากหลายของราคาและเมนูเป็นเครื่องมือสำคัญ และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับธุรกิจในตลาด Red Ocean ที่พยายามหลีกหนีไม่ให้ธุรกิจต้องติดหล่มอยู่แค่ในสงครามราคา
สุดท้าย มาลองทายกันเล่น ๆ ดูว่า “สุกี้ตี๋น้อย Plus+” สาขาแรกจะไปปักหมุดที่จังหวัดไหน?