Generation Gap หรือ“ช่องว่างระหว่างวัย” กำลังเป็นปัญหาใหญ่และสร้างความหนักอกหนักใจให้กับคนทั่วโลก ซึ่งปัญหาก็เกิดทั้งในระดับเล็กๆ อย่างครอบครัวไล่ไปจนถึงสถานศึกษาและที่ทำงาน
ปัจจัยสำคัญของปัญหาดังกล่าว ส่วนใหญ่มาจากการที่คนแต่ละรุ่นแต่ละวัยเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ทำให้มีค่านิยม ความคิด ความชอบที่แตกต่างกัน
สำหรับคนทำงาน ปัญหา Generation Gap ในองค์กร คืออีกหนึ่ง Toxic ที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสนใจและพยายามที่จะหาทางออกมาตลอด จนบางครั้งหลายองค์กรละเลย Gap อื่นๆ ไป
โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดและนวัตกรรม เดนท์สุ ประเทศไทย เอเจนซี่ระดับแนวหน้าของไทยกล่าวในเวทีเสวนา “เมื่องานที่ดีต้องทําด้วย People” ในงาน AdPeople AWARDS & SYMPOSIUM 2024 ว่าปัญหาเรื่อง Generation Gap มีทุกองค์กร แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือในความเป็นจริงองค์กรทั้งเล็กและใหญ่ยังมีปัญหาเรื่อง“Gap" หรือ “ช่องว่าง” อีกหลายด้านหลายมุมและมักไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ปัญหา
"เรื่อง 'คน' Generation Gap ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ยังมีอีก 3 ช่องว่างที่คนยังไม่รู้”
โอลิเวอร์สรุปปัญหาเรื่องช่องว่างที่มักถูกมองข้ามออกเป็น 3 เรื่องด้วยกัน คือ
1. ช่องว่างความรู้ (Knowledge Gap)ทุกองค์กรควรหมั่นสำรวจพนักงานว่า ทีมงานมีความรู้เท่าเทียมกันหรือยัง เพราะ Knowledge Gap สามารถเทรนได้
โอลิเวอร์อธิบายว่า 3 องค์ประกอบสำคัญของการลดช่องว่างความรู้ ประกอบด้วย การหาพรสวรรค์ (Talent), การสอน (Teaching) และการฝึกอบรม (Training)
“ถ้าเรารู้ว่าเขาไม่รู้อะไรเราก็สอนเพิ่ม และที่สําคัญสําหรับน้องๆ รุ่นใหม่ต้องอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ เพราะทุก Category ที่เราทำงานมันมีเรื่องใหม่ๆ ตลอด สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็น Beauty ของอุตสาหกรรมเราก็คือเมื่อเรารู้ว่าเรารู้มากแล้ว เราจะรู้ว่ามันมีอีกมากที่เรายังไม่รู้ เรื่องนี้สำคัญมากๆ เรื่องการ Upskill, Reskill โดยเฉพาะงานโฆษณา เราจะรู้เรื่องการตลาดอย่างเดียวไม่ได้เราต้องเรียนรู้รอบด้านจริงๆ”
2. ช่องว่างความสำคัญ (Importance Gap)
ทุกครั้งที่เจอปัญหาต้องสังเกตว่า ทีมงานเห็นความสําคัญเหมือนกันหรือไม่ Important Gab ตรงนี้สําคัญมาก ซึ่ง 3 แนวทางสำคัญของการลดช่องว่างสำคัญ ประกอบด้วย 1. การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) 2. การสื่อสาร (Communication) 3. ความคาดหวัง (Expectation)
“เวลาเราเจอปัญหากับลูกค้า เราเห็นความสําคัญเหมือนกันหรือเปล่าก่อน เพราะว่าถ้าเกิดลูกค้าไปมองถึงปลายทางแล้วแต่พวกเรายังมัวอยู่ที่ Story ของงาน Creative ก็ไม่ได้”
3. ช่องว่างการลงมือทำ (Action Gap)
โอลิเวอร์ย้ำว่า รู้อะไรไม่รู้ไม่สู้ รู้แล้วทํา เรื่องของ Action Gap จะเป็นสิ่งที่วัด KPI ขององค์กรได้ดีที่สุด ซึ่ง 3 แนวทางสำคัญของการลดช่องว่างการลงมือทำ ประกอบด้วย 1.วัฒนธรรม (Culture) 2.ความมุ่งมั่น (Commitment) 3. ความรับผิดชอบ (Accountability)
“หลายๆ ครั้งที่เราเกิดความคลุมเครือแล้วเราบริหารคนได้ไม่ดีพอ ผมคิดว่าคนไม่รู้ว่าตกลงเขาจะถูกประเมินจากอะไรแล้ว Action แบบไหนที่เขาจะมีสิทธิ์ในการที่จะ Take Action ถ้าเรามองถึงการสร้าง Next Generation Leader บางทีการที่เราเรียนรู้และลงมือทำไปพร้อมกับน้องๆ มันคือการ Create Innovation ในองค์กร”
สำหรับ Step ในการแก้ปัญหา โอลิเวอร์ อธิบายว่า ต้องพยายามมององค์กรว่ากำลังยืนอยู่ ณ จุดใดใน 4 ตำแหน่งนี้ คือ1.Don’t know (ไม่รู้) 2.Know (รู้) 3.Know Important (รู้ว่าสำคัญ) 4.Action (ลงมือทำ)