ภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางมาสู่ยุคของ New Digital Retail ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทต่อการทำตลาดค้าปลีกแบบเต็มตัวก็คือการออกมาให้ข่าวถึงการนำ Smart Shopping Cart รถเข็นสินค้าอัจฉริยะ ที่ประกอบด้วยเครื่องมือในการสแกนบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดที่แคชเชียร์ใช้ตรวจสอบราคา สแกนดูข้อมูลสินค้าจนถึงชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตหรือกระเป๋าสตางค์ Wallet ได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวจ่ายเงินผ่านแคชเชียร์ของกูร์เมต์ มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตของกลุ่มเดอะมอลล์
เทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะถูกเริ่มทดลองใช้โดยกูร์เมต์ มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของกลุ่มเดอะมอลล์ ที่จะมีการเปิดตัว Gourmet Market Smart Cart และเริ่มทดลองใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2567 นี้กับ 3 สาขานำร่อง คือ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ โดยเริ่มจากให้บริการ 200 คัน ก่อนที่จะขยายการให้บริการไปยังสาขาอื่นๆ ของกูร์เมต์ มาร์เก็ตในต้นปีหน้า
Gourmet Market Smart Cart นี้จะเป็นการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้จากประเทศจีน คือ Trolly โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ขั้นตอนการใช้งาน Gourmet Market Smart Cart เริ่มจาก 1. ล็อกอิน M Card เพื่อรับสิทธิพิเศษ 2. ค้นหาสินค้าและตำแหน่งของสินค้า 3. สแกนบาร์โค้ดสินค้าเพื่อช้อป 4. ชำระเงินด้วยตัวเองที่เครื่อง Self-Check Out โดยหน้าจะมีการแสดงผลถึงบริเวณของเชลฟ์สินค้าที่ต้องการซื้อ ตลอดจนมีรูปแบบของ Promotion Hunter ที่จะแสดงรายการโปรโมชันของสินค้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกหยิบ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปที่สนุก สนานเพิ่มขึ้นจากการเลือกซื้อสินค้าแบบเดิม
ส่วนอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ น่าจะอยู่ที่การขยับตัวครั้งสำคัญของท็อปส์ เชนซูเปอร์มาร์เก็ตของเซ็นทรัล รีเทล จับมือเซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และ Google Cloud เปิดตัว “Tops Chef Bot” โปรแกรม Chatbot ช่วยช้อปอัจฉริยะ ภายใต้เทคโนโลยี Generative AI เพื่อยกระดับให้ทุกประสบการณ์การช้อปเป็นเรื่องง่ายและรังสรรค์ได้แบบเฉพาะความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล
โปรแกรม Chatbot ช่วยช้อปอัจฉริยะดังกล่าวนี้ เปิดตัวเป็นครั้งแรกสำหรับซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย โดยผนึกเอาเทคโนโลยี Generative AI ที่ล้ำสมัยของ Google Cloud มาผสานกับบริการผู้ช่วยช้อป หรือ Personal Shopper ของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป เพื่อช่วยให้การวางแผนการช้อปสำหรับทุกมื้ออาหารของลูกค้าในแต่ละวันเป็นเรื่องง่าย ด้วยขั้นตอนที่สะดวก สบาย ไร้รอยต่อ
Tops Chef Bot คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป ที่จะยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจรีเทลในประเทศ และพุ่งเป้าสู่การเป็น Truly World Class Omni-channel Lifestyle Food Retail ผู้นำที่ไม่หยุดคิดค้นในการนำเสนอโซลูชันใหม่ๆ โดยจะนำร่องใช้ Tops Chef Bot กับท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลชิดลมก่อนเป็นแห่งแรก
หากมองเข้ามาที่รายละเอียดของ Tops Chef Bot ผู้ช่วยช้อปอัจฉริยะภายใต้เทคโนโลยี Generative AI แล้วจะพบว่า เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากอินไซต์ของลูกค้าท็อปส์ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง และมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างเร่งรีบ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาออกไปเลือกซื้อสินค้านอกบ้าน รวมถึงไม่มีเวลาจัดเตรียมมื้ออาหารด้วยตัวเองTops Chef Bot จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พร้อมให้บริการและอำนวยความสะดวกลูกค้าแบบเรียลไทม์เสมือนไปเดินเลือกช้อปด้วยตัวเอง โดยนำเสนอโซลูชันใหม่ผ่าน 4 ฟีเจอร์หลัก ไล่เลียงตั้งแต่
1.ผู้ช่วยช้อป: Tops Chef Bot เพื่อนคู่ใจนักช้อป ที่แนะนำผลิตภัณฑ์เด่นๆ อาทิ สินค้านำเข้า สินค้าใหม่ หรือสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่คัดสรรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงฟังก์ชันการจัดตะกร้าสินค้าตามความต้องการให้ลูกค้าแบบเฉพาะรายบุคคล โดยอาศัยประวัติการสั่งซื้อที่ผ่านมา พร้อมฟีเจอร์สรุปการสั่งซื้อ
2.ผู้ช่วย CHEF: ให้ทุกเรื่องมื้ออาหารเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย! Tops Chef Bot ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณวัตถุ ดิบสำหรับแต่ละมื้อ ด้วยฟีเจอร์ที่สามารถแนะนำส่วนผสมสำหรับเมนูที่ต้องการตามจำนวนเสิร์ฟได้ พร้อมแนะนำส่วนผสมตามข้อจำกัดของแต่ละบุคคล เช่น ข้อจำกัดทางศาสนา อาการแพ้อาหาร ฯลฯ
3.ผู้ช่วย SAVE: ไม่พลาดทุกโปรโมชันและสินค้าราคาสุดคุ้ม Tops Chef Bot รวบรวมโปรโมชันลดราคา สะสมคะแนน หรือโปรโมชันประจำเทศกาล เพื่อให้คุณฉลาดช้อป และไม่พลาดช้อปในราคาสุดคุ้ม
4.ผู้ช่วยตัวจริง : เชื่อมต่อการทำงานกับบริการ Personal Shopper ได้ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการพูดคุยกับพนักงานตัวจริง

คุณสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล พูดถึงที่มาที่ไปของการปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัวบริการผู้ช่วยช้อป หรือ Personal Shopper เมื่อปี 2564 ที่ได้เข้าไปเติมเต็มไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ท็อปส์ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมค้าปลีกใหม่ๆ โดยท็อปส์ให้ความ สำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อนำมาพัฒนาด้านการบริหารงานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ตอบ สนองต่อเทรนด์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล
เขายังบอกอีกว่า Tops Chef Bot ไม่เพียงมอบประสบการณ์ช้อปที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ Tops Chef Bot ยังมีระบบจัดการสต๊อกสินค้าผ่านออนไลน์ จึงช่วยลดการใช้กำลังคนและทรัพยากรสำหรับตรวจนับสินค้า ตลอดจนช่วยเพิ่มยอด ขายผ่านกลยุทธ์การตลาดแบบ Cross Selling ซึ่งมุ่งเน้นเสนอขายสินค้าหรือบริการที่เสริมคุณค่าให้กับสินค้าที่ลูกค้าเคยซื้อไปแล้ว Tops Chef Bot จึงนับได้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญของการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามโรดแม็บองเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป เพื่อการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาระยะยาว
“ในปีนี้เราได้พลิกโฉมวงการค้าปลีกเมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล และ Google Cloud พันธมิตรระดับโลกผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ในการเปิดตัว “Tops Chef Bot” ผู้ช่วยช้อปอัจฉริยะรายแรกของไทย ที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI ระดับองค์กรของ Google Cloud ซึ่งพร้อมใช้งานบนไลน์แอปพลิเคชัน เพื่อมอบความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ล้ำสมัยและง่ายกว่าที่เคยให้กับลูกค้า ตอกย้ำวิสัยทัศน์ Truly World-Class Omni-channel Lifestyle Food Retail พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการค้าปลีกไทยเพื่อก้าวสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่เหนือกว่าในอนาคต”
ด้าน คุณเดวิด ยามาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายดิจิทัล บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า พันธกิจของเซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล คือการขับเคลื่อนองค์กรให้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งการนำเอาเทคโนโลยี BigQuery, Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนา AI ชั้นนำของ Google Cloud ผสานเข้ากับกระบวนการทำธุรกิจเพื่อการสร้าง Next-Gen Omni-channel แพลตฟอร์มออมนิแชนแนลที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อมอบประสบ การณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ตามวิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence ของเซ็นทรัล รีเทล
ในครั้งนี้ เราได้ผสานความร่วมมือกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป โดยเริ่มต้นจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในการพัฒนาและยกระดับการบริการของ Personal Shopper ใหม่ให้ทรงพลังผ่านโมเดล Gemini 1.5 Flash ที่ล้ำสมัยของ Google Cloud และกำกับความถูกต้องโดยขึ้นจาก Vertex AI Search โดยได้รับความร่วมมือจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ Google Cloud จนเกิดเป็น Tops Chef Bot โปรแกรมช่วยช้อปอัจฉริยะรูปแบบใหม่ที่มาในรูปแบบของ Chatbot AI ช่วยให้การช้อปปิ้ง และการรังสรรค์มื้ออาหารประจำวันเป็นเรื่องง่ายและตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล เซ็นทรัล รีเทล ดิจิทัล เชื่อมั่นว่า การเปิดตัว Tops Chef Bot ในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศไทย”

ขณะที่ อรรณพ ศิริติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Google Cloud พันธมิตรสำคัญ พูดถึงเรื่องนี้ว่า เซ็นทรัล รีเทล ได้ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Vertex AI และ BigQuery ของเราอย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมต่อโมเดล AI ที่ทรงพลังอย่าง Gemini 1.5 Flash เข้ากับหลากหลายแหล่งข้อมูลของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น สินค้าคงคลัง แคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ สูตรอาหาร และข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด ด้วยแนวทางที่เน้นแพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลาง (Platform- First Approach) จึงทำให้เซ็นทรัล รีเทล ได้พัฒนาและเปิดตัว Tops Chef Bot ซึ่งเป็น Generative AI Agent ที่ใช้เทคโนโลยี Search Engine คุณภาพสูงของ Google เพื่อรับประกันความถูกต้อง
“เทคโนโลยีที่นำมาใช้นี้ สามารถแนะนำแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย รวมถึงปริมาณวัตถุดิบที่แม่นยำในการจัดเตรียมอาหารเหล่านั้น และช่วยให้ลูกค้าซื้อวัตถุดิบดังกล่าวจากซูเปอร์มาร์เก็ตได้ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี Generative AI ได้เข้ามาปฏิวัติวิถีการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้าและยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งของลูกค้าอย่างแท้จริง”
การเปิดตัวเทคโนโลยี Tops Chef Bot ในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ในบ้านเรา เริ่มรู้จักและคุ้นชินกับเรื่องนี้มาพอสมควร เป็นอีกก้าวสู่การเป็น Retail Tech แบบเต็มตัวของบ้านเรา ซึ่งหากมองเข้ามาที่การทำตลาดค้าปลีกในยุคของ Digital Retail Concept แล้วจะพบว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ปัจจัย ไล่ตั้งแต่
1.Digitalization มุ่งเน้นนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า และพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
หลักใหญ่ใจความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ น่าจะอยู่ที่การนำ AI เข้ามาช่วยในการทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้า พร้อมกับมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ในการช้อปปิ้งให้กับลูกค้าได้ ทำให้เราได้เห็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ของบรรดาค้าปลีกรายใหญ่ของบ้านเรา ที่นำร่องด้วย 2 เชนซูเปอร์มาร์เก็ตของเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเดอะมอลล์
2.Omni-channelizaion ที่เป็นการเชื่อมโยงการช้อปปิ้งของลูกค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ และสามารถใช้ประโยชน์ฐานข้อมูลของออฟไลน์และออนไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งในรูปแบบมากมายหลาก หลายช่องทาง
3.Platformization เชื่อมต่อข้อมูลทั้ง ลูกค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการทั้งจากแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน
4.Entertainmentization นำความเพลิดเพลินในการจับจ่ายเพิ่มประสบการณ์แก่ผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์และความ ต้องการที่หลากหลายและแตกต่าง ทำให้การทำค้าปลีกยุคใหม่ต้องนำเอาเทคโนโลยีมาเสริมพลังให้กับร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า

โดยแนวโน้มการทำค้าปลีกต่อไปจะเริ่มเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ไล่ตั้งแต่ ตู้ขายของอัตโนมัติ เช่น เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้ซื้ออาหาร ตู้ขายอาหารสัตว์ สารพัดตู้อัตโนมัติ เป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ดีมาก ขายของได้ 24 ชม. โดยไม่ต้องใช้คนเลย
หรือตัว Smart Shopping Cart รถเข็นสินค้าอัจฉริยะ ประกอบด้วยเครื่องมือในการสแกนบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดที่แคชเชียรใช้กัน ตรวจสอบราคา สแกนดูข้อมูลสินค้าจนถึงชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตหรือกระเป๋าสตางค์ Wallet ได้เลยรวมถึงการมี Automation Beacon Checkout การชำระค่าสินค้าอัตโนมัติโดยไม่ต้องผ่านเคาน์เตอร์แคชเชียร์เลย
ขณะที่การเก็บข้อมูลลูกค้านั้นก็เริ่มมีการนำเรื่องของระบบติดตามการเคลื่อนไหวลูกค้า (Real-Time Customer Tracking and Analytics) เพื่อจะได้รู้ว่าทำเลในร้านค้าตรงไหนมีลูกค้าเดินจำนวนมาก หรือทำเลตรงไหนไม่มีลูกค้า เพื่อที่จะสามารถทำการตลาดกระตุ้นหรือดึงให้ลูกค้าเดินเข้าไปหาได้
เช่นเดียวกับการทำ Mobile Engagement เชื่อมต่อทุกสิ่งบนมือถือ หาข้อมูล จนถึงชำระเงิน ตลอดจน การใช้กล้อง AI : กับการตรวจเช็กสต๊อกชั้นวางสินค้า ลดระยะเวลาและได้ประสิทธิภาพในการตรวจชั้นวางสินค้าได้ดีขึ้น รวมถึงการเลือกใช้ป้ายราคา ESL ที่เป็นการเปลี่ยนจากป้ายกระดาษสู่ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Shelf Label) หลากหลายขนาด รวมกว่า 8,000 ชิ้น ซึ่งควบคุมการสั่งงานผ่านส่วนกลาง เชื่อมโยงข้อมูลกับสินค้า รายละเอียด โปรโมชั่น ตำแหน่งจัดวาง ช่วยลดปัญหาราคาไม่ตรงป้ายและลดขยะจากป้ายกระดาษ ทั้งยังสามารถเปลี่ยนราคาสินค้าได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 40 วินาที การใช้ การรับรู้ตัวตนผ่านการสแกนใบหน้า (Face Gesture Recognition) และการมีกระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) ให้ภาพการลองเสื้อผ้าแฟชั่นเครื่องแต่งกายเสมือนจริงราวกับได้ลองเอง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การทำตลาดค้าปลีกฟู้ดรีเทล ทั้งที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเราก็กำลังก้าวข้ามจากการสร้างความต่างผ่านการนำเสนอสินค้าในสโตร์มาสู่การลงหรือให้รายละเอียดในตัวสินค้าพร้อมคำแนะนำ หรือการสร้าง Inspiration ในการนำสินค้าที่มีความเข้าใจในรายละเอียดดีแล้ว ถึงเรื่องของการปรุง หรือคุณประโยชน์ของสินค้า มาสร้างสรรค์เป็นเมนูในชีวิตประจำวันที่หนีไม่พ้นเรื่องของการมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ
เช่นเดียวกับเรื่องของการตอบโจทย์ลูกค้าแบบ Personalized ที่จะกลายเป็นแกนหลักในการผลักดันการเติบโตของยอดขาย เนื่องจากเมื่อเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง จะตามมาด้วยการที่สามารถกระตุ้นการจับจ่ายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างให้เป็นฐานลูกค้าประจำของเรา
แน่นอนว่า ทั้งหมดนั้นจะมีเรื่องของเทคโนโลยีค้าปลีกเข้ามาเกี่ยวข้องแบบแยกไม่ออก....