เชนซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่างกูร์เมต์ มาร์เก็ต ในเครือของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงตลาด ค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” ในบ้านเราว่า น่าจะมีมูลค่าตลาดตกปีละประมาณ 3.33 ล้านล้านบาท
แน่นอนว่า ค้าปลีกในรูปแบบเดิมที่เป็นเทรดิชั่นนัลเทรดอย่างตลาดสดและร้านค้าห้องแถว ยังคงเป็นตลาดที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดประมาณ 50% ของตลาด รองลงไปจะเป็นสัดส่วนของซูเปอร์ - ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ส่วนอีก 20% จะมาจากค้าปลีกที่เป็นคอนวีเนียนสโตร์ ที่ยังคงมีเทรนด์การเติบโตที่ดี นำหน้าโดยเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ปัจจุบันมีการขยายสาขาไปเกือบจะครบ 20,000 สาขาไปแล้ว
การเติบโตที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการที่ภาพของค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต เริ่มที่จะไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนเหมือนในอดีตแล้ว โดยผู้เล่นทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต และซูเปอร์มาร์เก็ต ต่างก็มีการขยายสาขาในฟอร์แมตสโตร์ที่มีไซซ์ เล็กลง และกระจายเข้าไปอยู่ในชุมชนมากขึ้น
หากมองย้อนเข้ามาในตลาดนี้จะพบว่า ในอดีตมีความแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งปกติพื้นที่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดกว่า 10,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่า 6 เท่าของขนาดซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่เพียงเท่านั้น ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าอื่นๆ จำหน่ายหลากหลายถึง 50,000 ชนิด โดยสิ่งที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดเล็กกว่ามาก และมุ่งเน้นที่อาหารสด สัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) จึงอยู่ราว 80 : 20

ขณะที่ ไฮเปอร์มาร์ทขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ามาก สินค้ามีความหลากหลายทั้งชนิด ขนาด และราคาถูกกว่าสัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) อยู่ที่ 55 : 45 ทำให้การบริหารการขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตสลับซับซ้อนกว่าธุรกิจค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่ต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ ใช้ค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ปัจจัยสำคัญในการบริหารร้านค้าแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อให้รอบการหมุนเวียนสินค้าสูงตาม
แต่เมื่อช่องทางการเข้าถึงการช้อปปิ้งของลูกค้าคนไทยในปัจจุบัน เริ่มมีความหลากหลายออกมาในลักษณะออมนิแชนเนล คือซื้อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต เริ่มมีการลดขนาดพื้นที่ขายในสโตร์ลง พร้อมตัดเป็นพื้นที่ให้เช่า เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้จากค่าเช่าแทน เนื่องจากมองว่า ลูกค้าสามารถช้อปผ่านออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมาที่สโตร์ ทำให้ความถี่ในการมาสโตร์ลดลง
เช่นเดียวกับการปรับเพิ่มสินค้าในกลุ่มอาหารสดเข้าไป โดยหนึ่งในผู้เล่นอย่างโลตัสที่อยู่ในเครือของกลุ่มซีพี มีการให้น้ำหนักในการนำเสนออาหารสดที่มีซีพีเป็นคนซัพพลาย และอาศัยซัพพลายเชนร่วมกันกับแม็คโครที่เป็นบริษัทแม่
ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในฟอร์แมตของซูเปอร์มาร์เก็ตที่โลตัส มีแบรนด์โลตัส โก เฟรช อยู่ในตลาด ขณะที่บิ๊กซี มีบิ๊กซี ฟู้ด เพลส เป็นหัวหอกในการรุกตลาด ทำให้ภาพของการแข่งขันถูกโฟกัสมาที่การทำตลาดสินค้าอาหารสด ซึ่งเป็นแอเรียสำคัญที่ค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตทำตลาดอยู่

ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การทำตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่เพียงแค่นำเสนอสินค้าที่แตกต่างอีกต่อไปแล้ว เพราะการหาสินค้ามาขายสามารถตามทันกันได้ แต่ต้องนำเสนอที่รายละเอียดของสินค้า พร้อมคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ คือต้องมองในภาพรวมของการใช้ชีวิตและความสนใจของพวกเขามากกว่า
“อย่างเรื่องของการใส่ใจสุขภาพ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแต่ยังเป็นเรื่องของ องค์รวม ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการนำเสนอโปรแกรมเพื่อสุขภาพอื่นๆ ซึ่งดาต้าที่ได้จะทำให้รู้ว่าต้องนำเสนออย่างไร หรือไปจับมือกับพันธมิตรรายไหน เพื่อนำเสนอในสิ่งที่พวกเขาได้เบเนฟิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเทรนด์ของค้าปลีกในช่วงเวลาถัดจากนี้ไปจะต้องเป็นการสร้าง Community ตามความชอบหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน พร้อมกับนำแบรนด์กูร์เมต์ มาร์เก็ตเข้าไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Community นั้นๆ”
นั่นทำให้คีย์กลยุทธ์ในการทำตลาดของกูร์เมต์ มาร์เก็ตในปี 2568 ที่จะถึงนี้ จะอยู่ที่การจะทำอย่างไรให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบลงลึก และตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งผู้บริหารของกูร์เมต์ มาร์เก็ต บอกว่า ต้องเน้นไปที่การทำตลาดแบบ Personalized พร้อมนำเสนอบริการที่ดี มากกว่าแค่การขายสินค้า แต่ยังเป็นการให้คำแนะนำพร้อมกับ Inspire ลูกค้าถึงการใช้ชีวิตแบบคนเมืองรุ่นใหม่
คำตอบของการทำตลาดแบบ Personalized อีกอย่าง น่าจะอยู่ที่การสร้างกลุ่มก้อนของลูกค้าที่มีลอยัลตี้ต่อแบรนด์กูร์เมต์ มาร์เก็ตสูง เพื่อทำให้เกิดการซื้อแบบต่อเนื่อง เพราะลูกค้ากลุ่มนี้แม้อาจจะมีสัดส่วนอยู่แค่ 20% แต่ก็สามารถสร้างราย ได้ได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว
ปัจจุบัน ฐานลูกค้า M Card ของกลุ่มเดอะมอลล์ มีประมาณ 5 ล้านราย กลุ่มลูกค้าที่ถือบัตร M Card จะมีความถี่ ในการมาช้อปเฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง มียอดใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าทั่วไปประมาณ 50% ซึ่งเทรนด์ที่มองเห็นก็คือแม้กลุ่มลูกค้าที่เป็นคนชั้นกลางจะมาช้อปในความถี่ที่เหมือนเดิม แต่การซื้อต่อครั้งก็มีตัวเลขที่ลดลง ตามผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
นอกจาก เรื่องของการใช้ดาต้า เพื่อเข้าถึงความต้องการและตอบโจทย์ลูกค้าแบบ Personalized แล้ว อีกกลยุทธ์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต มีการนำมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างก็คือการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการให้บริการลูกค้า อย่างกรณีของกูร์เมต์ มาร์เก็ต การเปิดตัว Gourmet Market Smart Cart และเริ่มทดลองใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2567 นี้กับ 3 สาขานำร่อง คือสยามพารากอน เอ็มโพเรียม และเอ็มควอเทียร์ โดยเริ่มจากให้บริการ 200 คัน ก่อนที่จะขยายการให้บริการไปยังสาขาอื่นๆ ของกูร์เมต์ มาร์เก็ตในต้นปีหน้า
การเปิดตัว Gourmet Market Smart Cart เป็นการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้จากประเทศจีน คือ Trolly โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ขั้นตอนการใช้งาน Gourmet Market Smart Cart เริ่มจาก 1. ล็อกอิน M Card เพื่อรับสิทธิพิเศษ 2. ค้นหาสินค้าและตำแหน่งของสินค้า 3. สแกนบาร์โค้ดสินค้าเพื่อช้อป 4. ชำระเงินด้วยตัวเองที่เครื่อง Self-Check Out โดยหน้าจอมีการแสดงผลถึงบริเวณของเชลฟ์สินค้าที่ต้องการซื้อ ตลอดจนมีรูปแบบของ Promotion Hunter ที่จะแสดงรายการโปรโมชั่นของสินค้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกหยิบ ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างประสบการณ์การช้อปที่สนุก สนานเพิ่มขึ้นจากการเลือกซื้อสินค้าแบบเดิม
กูร์เมต์ มาร์เก็ตจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำนวัตกรรมรถเข็นช้อปปิ้งอัจฉริยะมาใช้ ภายใต้ คอนเซ็ปต์ Shopping Made Easy at Once ตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาสินค้าที่ต้องการซื้อ การเข้าถึงโปรโมชันต่างๆ และราคาภายในรถเข็นคันเดียว และยังสามารถชำระเงินด้วยตัวเองที่เครื่อง Smart Cart Self-Check Out อย่างสะดวกสบาย
เป้าประสงค์ที่ซ่อนอยู่ในการนำเทคโนโลยี Smart Shopping Cart มาใช้ นอกจากเรื่องของการเพิ่มความสะดวก สบายในการช้อปให้ลูกค้า และการช่วยสะท้อนภาพของการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีการนำเสนอนวัตกรรมที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีแบบแยกไม่ออกแล้ว ยังมีเรื่องของ การใช้เทคโนโลยีนี้เข้ามาเป็นตัวช่วยตอบโจทย์การดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า Personalized ซึ่งเป็นเทรนด์ของการทำตลาดในบ้านเรา และถือเป็นหนึ่งในคีย์กลยุทธ์ที่จะถูกใช้ในปี 2568 ของกูร์เมต์ มาร์เก็ต

ขณะที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือเซ็นทรัล รีเทล ก็มีการเปิดตัว Tops Chef Bot ผู้ช่วยช้อปอัจฉริยะภายใต้เทคโนโลยี Generative AI แล้วจะพบว่า เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากอินไซต์ของลูกค้าท็อปส์ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง และมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างเร่งรีบ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาออกไปเลือกซื้อสินค้านอกบ้าน รวมถึงไม่มีเวลาจัดเตรียมมื้ออาหารด้วยตัวเองTops Chef Bot จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พร้อมให้บริการและอำนวยความสะดวกลูกค้าแบบเรียลไทม์เสมือนไปเดินเลือกช้อปด้วยตัวเอง โดยนำเสนอโซลูชันใหม่ผ่าน 4 ฟีเจอร์หลัก ไล่เลียงตั้งแต่
1.ผู้ช่วยช้อป: Tops Chef Bot เพื่อนคู่ใจนักช้อป ที่แนะนำผลิตภัณฑ์เด่นๆ อาทิ สินค้านำเข้า สินค้าใหม่ หรือสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่คัดสรรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงฟังก์ชันการจัดตะกร้าสินค้าตามความต้องการให้ลูกค้าแบบเฉพาะรายบุคคล โดยอาศัยประวัติการสั่งซื้อที่ผ่านมา พร้อมฟีเจอร์สรุปการสั่งซื้อ
2.ผู้ช่วย Chef: ให้ทุกเรื่องมื้ออาหารเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย! Tops Chef Bot ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณวัตถุ ดิบสำหรับแต่ละมื้อ ด้วยฟีเจอร์ที่สามารถแนะนำส่วนผสมสำหรับเมนูที่ต้องการตามจำนวนเสิร์ฟได้ พร้อมแนะนำส่วนผสมตามข้อจำกัดของแต่ละบุคคล เช่น ข้อจำกัดทางศาสนา อาการแพ้อาหาร ฯลฯ
3.ผู้ช่วย SAVE: ไม่พลาดทุกโปรโมชันและสินค้าราคาสุดคุ้ม Tops Chef Bot รวบรวมโปรโมชันลดราคา สะสมคะแนนหรือโปรโมชันประจำเทศกาล เพื่อให้คุณฉลาดช้อป และไม่พลาดช้อปในราคาสุดคุ้ม
4.ผู้ช่วยตัวจริง : เชื่อมต่อการทำงานกับบริการ Personal Shopper ได้ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการพูดคุยกับพนักงาน ตัวจริง
เทคโนโลยีที่เปิดตัวมานี้เป็นการสร้างความแตกต่างในเรื่องของบริการ ที่สามารถจับต้องความแตกต่างจากคู่แข่งขันได้ โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ยังไม่มีการขยับตัวในเรื่องนี้เท่าไรนัก ซึ่งหากมองถึงภาพการแข่งขันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตจะเลือกใช้วิธีการสร้างความต่างผ่านการนำเสนอสินค้าและการให้บริการเป็นหลัก
แต่ปัจจุบัน ความแตกต่างเท่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะสามารถไล่ตามกันทันได้ จึงต้องหันมาสู้กันด้วยการนำ เสนอรายละเอียดของสินค้าพร้อมกับสร้าง Inspiration แทน
ขณะเดียวกัน ก็มีการใช้ลูกเล่นผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ตลาดค้าปลีกของบ้านเราสุกงอมเต็มที่สำหรับการนำเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของ AI มาใช้แล้ว เพราะปัจจุบัน ลูกค้าคนไทยต่างเข้าใจและมีความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ทั้งหมด เป็นอีกความเปลี่ยนแปลงในตลาด “ฟู้ด รีเทล” ของบ้านเราที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....