มีการมองกันว่า ตลาดรีเทลและฟู้ดรีเทลทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะกับการต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งในเรื่องของความตึงเครียดของสถานการณ์ของโลก ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความเสี่ยงของการหยุดชะงักทางการค้าระหว่างประเทศ นำมาซึ่งความไม่แน่นอนแก่ปัจจัยแวดล้อมในการทำการค้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะเงินเฟ้อจะบรรเทาลงแล้ว แต่แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงอยู่ รวมถึงอัตราค่าแรงที่สูงขึ้นและการลงทุนที่จำเป็นเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่องและเพื่อบรรลุพันธสัญญาด้านความยั่งยืน
มุมมองของ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ต่อเรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยเขามองว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจค้าปลีกจะกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างมีระเบียบแบบแผนมากขึ้น ผู้ประกอบการจะมุ่งเน้นไปที่พื้นฐานของการบริหารจัดการร้านค้าให้ดีเยี่ยมและตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นคือ Customer Focus มาสู่ Customer Centric และเป็น Customer First ในปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็คือให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก โดยต้องเข้าใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละคนได้อย่างตรงจุด

โดยเขายังมองอีกว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะได้เห็น 6 แนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมด้านตลาดรีเทล และเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ค้าปลีกต้องตัดสินใจ ในปีข้างหน้า ผู้ค้าปลีกจะมุ่งเน้นไปที่ 6 แนวโน้มสำคัญนี้เพื่อสร้างความโดดเด่น รักษาความเกี่ยวข้อง และวางตำแหน่งตัวเองสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
1. การปรับปรุงเรื่องพื้นฐานให้มั่นคงแข็งแกร่ง (Finessing the Fundamentals): การกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานหลักที่จะดึงดูดลูกค้า เช่น การมีสินค้าพร้อมขาย, การจัดประเภทสินค้า, ราคาและโปรโมชัน และสินค้าเฮาส์แบรนด์ ยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญสู่ความสำเร็จ
2. การปลดล็อกโอกาสทางรายได้ (Unleashing revenue opportunities): ผู้ค้าปลีกจะมองหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ และหนทางในการสร้างผลกำไรสูงสุด
3. การปรับโฉมร้านค้าปลีก (Remodelling Retail): การปรับปรุงร้านค้าจะก้าวไปไกลกว่าที่เคยเป็นมา ผู้ค้าปลีกจะลงทุนในด้านแผนผังร้าน เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร้านค้าพร้อมสำหรับอนาคตและขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า
4.การค้าที่เชื่อมต่อกัน (Connected Commerce): เทคโนโลยีจะยังคงถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของร้านค้าปลีก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับผู้ซื้อ
5. ให้ความสำคัญกับการใส่ใจเรื่องสุขภาพ (Highlighted and Hidden Health Initiatives): ผู้ค้าปลีกจะมุ่งเน้นความพยายามในการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ซื้อหันมาใช้จ่ายกับผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น จะมีการมองหาพันธมิตรเพื่อช่วยขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการในด้านนี้
6. ค้าปลีกที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Retail): การลดผลกระทบจากการดำเนินงานและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับผู้ค้าปลีก ให้ความสำคัญกับการความร่วมมือกับซัพพลายเออร์มากขึ้นให้ครบตลอด Supply Chain

จักรกฤษณ์ บอกอีกว่า นอกจาก เทรนด์ของตลาดค้าปลีกโลกที่จะเข้ามามีผลต่อบ้านเราแล้ว สิ่งที่น่าจับตามอง ยังรวมถึง พฤติกรรมของนักช้อปชาวไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยสรุปความเปลี่ยนแปลงของ Consumer Trend ที่เกิดขึ้นที่น่าจับตามองออกมาเป็น 5 เทรนด์ สำคัญ ไล่ตั้งแต่
1. Less (Less spending) But More (More Frequence and More Cautious) หรือใช้จ่ายน้อยลง แต่มาใช้จ่ายถี่ขึ้นและระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ ช่องทางการซื้อสินค้าก็มีหลายช่องทางมากขึ้น สะดวกมากขึ้น แต่ก็มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวัง
โดยลูกค้ามีแนวโน้มที่ซื้อของน้อยลงต่อครั้ง หรือ Basket Size ลดลง แต่มีความถี่หรือ Frequency ในการช้อปเพิ่มขึ้น โดยมีความตระหนักรู้ในคุณค่าและความคุ้มค่าของสินค้า (Value Conscious) มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังแสวงหาความสะดวกสบาย แต่ก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น
“เวลาบอกว่าลูกค้าใช้จ่ายน้อยลง อาจมองลูกค้าได้ 2 ประเภท หนึ่ง คือลูกค้าที่ใช้จ่ายลดลงจริง หรือสอง ลูกค้าที่เปลี่ยนไปซื้อสินค้าที่คุ้มค่ากว่าจาก Trend นี้ นำมาสู่การพัฒนาและการเติบโตของ Own Brand ที่เห็นอย่างเด่นชัดในทั่วโลกรวมถึงบ้านเรา”
เขาบอกอีกว่า เทรนด์นี้ยังเข้ามาสะท้อนให้เห็นถึงการมีบทบาทเพิ่มขึ้นของร้านค้าปลีกไซส์เล็ก ที่ปัจจุบันไม่ใช่แค่ขายเรื่องของความสะดวกสบายในการเข้าถึงการซื้อสินค้า แต่ต้องเป็นความสะดวกสบายที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ครบ ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง ทำให้เห็นโมเดลของร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เป็น “ไฮบริด สโตร์” มากขึ้น
อย่างกรณีของท็อปส์ ที่ล่าสุด TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR ซึ่งเป็นไฮบริด รีเทลของท็อปส์ ปัจจุบันมีจำนวน 10 สาขา ขนาด 90 – 230 ตารางเมตร ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลัก เช่น สมุย, พะงัน, ภูเก็ต, พัทยา และกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีการขยายไลน์กลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์ และสุราจาก 240 รายการ เพิ่มขึ้นเป็น 700 รายการ
หรืออย่าง TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR x The Baker มีจำนวน 5 สาขา ขนาดร้าน 170 - 240 ตารางเมตร เพิ่มโอกาสในการเข้าใช้บริการในร้านได้ตลอดวัน ตั้งแต่มื้อเช้าจนมื้อดึก ตั้งอยู่ในพื้นที่โซนที่มีต่างชาติและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อาทิ สมุย, ภูเก็ต, หัวหิน โดยนำเสนอ Artisan Bakery มากกว่า 50 รายการ กาแฟ Lavazza และ Soft Serve และไลน์กลุ่มสินค้าแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ ไวน์ และสุรากว่า 700 รายการ จาก 13 ประเทศ พร้อมพื้นที่นั่งเพื่อนั่งจิบชากาแฟ หรือไวน์ในมื้อค่ำ
รวมถึงร้านในรูปแบบใหม่ TOPS DAILY x Looks ขนาดพื้นที่ 240 -270 ตารางเมตร ปัจจุบันมี 2 สาขา ที่นนทบุรี และกรุงเทพฯ ที่นำเอาสินค้าในกลุ่มเพื่อความงามมาเปิดร่วมกับร้านท็อปส์ เดลี่ ที่เป็นมินิซูเปอร์ มาร์เก็ต

2. For me, By me: ซึ่งเทรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการความเป็น Personalized Experience มากยิ่งขึ้น ท็อปส์ตอบสนองผ่านสองมิติ มิติแรก For Me: การนำเสนอโปรโมชั่นหรือสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Customized & Targeted Offer) เช่น Netflix ส่วนมิติที่ 2 By Me จะเป็นการให้ลูกค้าเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
“เรามองเห็นเทรนด์นี้มาระยะหนึ่งแล้วจึงมีการปรับกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการทำ CRM รวมถึงการทำ Customized ที่ Targeted จากความชอบของลูกค้าโดยดูจาก data การซื้อของลูกค้า เพื่อที่จะส่งข้อมูลสินค้าและโปรโมชันที่ถูกจริตให้กับลูกค้าคนนั้นๆ ไปให้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการทำแคมเปญโปรโมชันเพื่อที่จะตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างตรงจุด อาทิ แคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ที่ท็อปส์เป็นผู้บุกเบิกในไทย ลูกค้าสามารถเลือกติดสติกเกอร์ลดราคาบนสินค้าที่ต้องการเอง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก”
ส่วนล่าสุด ก็มีการทดลองโปรโมชัน Buffet Campaign ซึ่งยังคงแนวคิด “เลือกเองได้” ตอกย้ำแนวทาง Customer Empowerment หรือให้อำนาจลูกค้าได้เลือกสินค้าที่ต้องการส่วนลดได้เอง ภายใต้แคมเปญดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าได้เองในราคาบุฟเฟ่ต์ 3 ชิ้น โดยมีหลายระดับราคาให้เลือก ได้แก่ ราคา 99 บาท/ 199 บาท/ 299 บาท/ 399 บาท/ 599 บาท หรือ 899 บาท ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสินค้าได้ทั้งในกลุ่มประเภทของกินและของใช้ ภายใต้กลุ่มสินค้าที่เข้าร่วมรายการใน แต่ละระดับราคาเป็นแบบ Hyper-Personalized
3. Continue Young: ที่หากลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ผู้บริโภคกลุ่ม Baby Boomer กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตบทใหม่ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น หรือ “Restart Chapter” เหมือนเริ่มต้นอีกก้าวใหม่ของชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังและความใส่ใจในการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น พวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเรียนรู้สิ่งใหม่ นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ชัดเจนในกลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งขยายตัวต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ส่งสัญญาณว่า ตลาด Health & Wellness จะกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
4. Collaboration: The Power of "We" การร่วมมือกับพันธมิตร (Collaboration) กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค ไม่ใช่แค่การรวมแบรนด์ แต่คือการต่อยอดไอเดียเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาทิ การที่ท็อปส์ร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลสมิติเวช เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวคิดสินค้าและบริการที่เชื่อมโยงสุขภาพกับชีวิตประจำวัน เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้ารีเทลด้วยองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ และ
5. Purpose Comes with Value ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับคุณค่าที่มากกว่าแค่สินค้า และมองหาแบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจน (Purpose) และต้องการสนับสนุนธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
แต่ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังว่าแบรนด์ควรส่งต่อคุณค่าเหล่านั้นโดยไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค สะท้อนความจริงว่า "รักษ์โลก" ไม่ควรต้องแลกกับ "ราคาที่สูงขึ้น" ดังนั้นแบรนด์จึงต้องออกแบบสินค้าและบริการที่มีทั้ง Purpose และ Value อย่างสมดุล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมกับความยั่งยืนได้จริง โดยไม่รู้สึกว่าต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้องนั่นเอง