หากมองเข้ามาที่พฤติกรรมการซื้อของคนไทยในปัจจุบันแล้วจะพบว่า รูปแบบการซื้อสินค้าในกลุ่มอาหารจะแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้การนำเสนอสินค้าจะมีความแตกต่างกันออกไปในค้าปลีกแต่ละเซกเมนต์ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สามารถตอบโจทย์หรือแมตช์กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้
เมื่อมองมาที่รูปแบบการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย โดยปกติแล้วรูปแบบการซื้อจะแบ่งออกเป็น
1. Eat Now หรือรูปแบบการซื้อสินค้ากลุ่มอาหารที่จะเป็นการบริโภคเลย สินค้าในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพร้อมทานที่เข้าเวฟในร้านแล้วบริโภค ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าปลีกในกลุ่มคอนวีเนียนสโตร์ ที่จะทำตลาดเพื่อตอบโจทย์รูปแบบการซื้อที่ว่านี้
Eat Now อาจจะเรียกอีกอย่างว่า Shop for To Day หรือการซื้อเพื่อใช้สินค้าเลยโดยไม่มีการตุนหรือซื้อแบบสต๊อก ซึ่งในกลุ่มค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” นั้นจะมีคำที่ใช้แทนการช้อปในรูปแบบนี้ว่า ร้านค้าปลีกจะทำหน้าที่เป็น “ตู้กับข้าว” ที่ลูกค้าพร้อมจะเปิดกินในแต่ละมื้อ
ในความหมายของการทำหน้าที่เป็น “ตู้กับข้าว” ของร้านค้าปลีกก็คือผู้บริโภคสามารถแวะเวียนเข้ามาซื้อสินค้าได้ตลอดเวลาด้วยความสะดวก โดยอาจจะไม่ต้องซื้อเพื่อสต๊อกเอาไว้ที่บ้านเป็นจำนวนมาก ซึ่งร้านค้าปลีกที่ทำหน้าที่ในรูปแบบนี้ก็คือร้านค้าปลีกประเภทคอนวีเนียนสโตร์ ที่ส่วนใหญ่จะเน้นทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารพร้อมทานทั้งที่เป็นอาหารแช่แข็ง และอาหารแช่เย็น

ร้านคอนวีเนียนสโตร์ โดยเฉพาะร้าน 7 –Eleven มักจะให้สัดส่วนการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารถึง 70% ทั้งนี้ ก็เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของคนไทยรุ่นใหม่
ยิ่งคนไทยในปัจจุบัน มีการบริโภคมากกว่า 3 มื้อต่อวัน โดยหากรวมมื้อที่เป็นสแน็คหรือมื้อรองท้อง มีการประเมิน กันว่าน่าจะถึงวันละ 5 – 7 มื้อ ก็ยิ่งทำให้เป็นตัวช่วยเพิ่มโอกาสในการทำตลาดกับสินค้ากลุ่มอาหารได้มากขึ้น ทำให้เราได้เห็นผู้นำตลาดคอนวีเนียนสโตร์อย่าง 7 –Eleven มีการครีเอทเมนูใหม่ๆ ทั้งมื้อหลัก มื้อรอง ของทานเล่น และของหวาน ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยไปดังกล่าว
ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น 7 –Eleven ยังมีการเพิ่มโอกาสในการขายผ่านการนำสินค้าในกลุ่มอาหารพร้อมปรุงมาทำตลาดเพิ่มเข้าไปอีก โดยมีการจัดแพ็กไซส์ขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อให้ตอบโจทย์ครอบครัวคนไทยที่มีขนาดเล็กลงก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตของยอดขาย จึงไม่แปลกที่แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดีนัก แต่ยักษ์ใหญ่รายนี้ก็มีตัวเลขการเติบโตของยอดขายออกมาอย่างต่อเนื่อง
2. Eat Later หรือเรียกอีกอย่างว่า Shop for Tomorrow หรือการซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อสต๊อกไว้ใช้ หรือที่เรียกว่า “ตู้เย็น” คือซื้อเข้ามาใส่ไว้ในตู้เย็น และพร้อมจะเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบเอามาใช้ ซึ่งการทำตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์ มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์การซื้อในรูปแบบนี้

หากมองเข้ามาที่โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกับขนาดของครอบครัวที่เล็กลง ตลอดจนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบตามแบบสังคมเมือง ทำให้รูปแบบการช้อปของคนไทยในปัจจุบันมีการซื้อแบบ Eat Now หรือ Shop for to Day มากขึ้น เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบดังกล่าว
จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดนี้ต่างมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับรูปแบบการช้อปดังกล่าว การขยายตัวของสังคมเมือง หรือ Urbanization เข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคนไทย
ประกอบกับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลทวีบทบาทมากขึ้นในตลาด พวกนี้มาพร้อมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัยที่เป็นแบบแนวตั้ง การใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ตลอดจนการมีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เกิดการบริโภคนอกบ้านมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นโอกาสทางการตลาดของร้านค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” ในการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทาน ที่ปรุงเสร็จ ใส่กล่อง หิ้วไปทานได้ทุกที่
พฤติกรรมการรับประทานที่ถูกหลอมรวมออกมาในรูปแบบดังกล่าว กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมีการเติบโตดีในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยในบ้านเรารีเทลที่เป็นฟู้ดสโตร์หลายรายเริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่ เชนค้าปลีกที่มีการปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นี้เท่านั้น แต่ยังมีเชนร้านอาหารหลารายที่หันมาปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าที่เป็น “On the Go” กันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อค้าปลีกของบ้านเราก้าวเข้าสู่การทำตลาดแบบ Omni – channel ทำให้การเข้าถึงการช้อปสินค้าในกลุ่มอาหารมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่เป็นการมาช้อปที่ร้าน ซึ่งการช้อปที่เป็น Eat Now หรือ Eat Later นั้นอาจจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาด้วย
แต่ทั้งหมดนั้นถือเป็นพฤติกรรมการซื้อที่เราได้เห็นแบบชินตาในการช้อปสินค้าประเภทอาหารของคนไทย....