BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
2,318
VIEWS

ค้าปลีกปี 2025 ตลาด Mass เหนื่อย, แฟชั่น บิวตี้ ไลฟ์สไตล์โต 5-7% สมาคมค้าปลีกฝากภาครัฐดึงกลุ่ม Luxury Traveller เข้าไทย

ม.ค. 23, 2568 S.Vutikorn
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธาน สมาคมค้าปลีกไทย (TRA) สรุปภาพรวมของตลาดค้าปลีกในปีที่ผ่านมาว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคม 2567 ตลาดรวมมีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีค้าปลีก และบริการ 10 เดือนแรกต่ำกว่าขีดมาตรฐาน 50 มาตลอด และมีตัวเลขขยับขึ้นมาเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้าย เนื่องมาจากมาตรการแจกเงินของรัฐบาล และจากช่วงไฮซีซั่นปลายปี

“ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี 2567 ที่ไม่ผ่าน ทำให้เม็ดเงินในระบบแห้งลง พร่องหายไปจากระบบ 5 เดือน สรุปภาพรวมค้าปลีกปี 2567 น่าจะเติบโตประมาณ 2-4% อยู่ที่ประเภทสินค้า โดย สินค้ากลุ่มแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ภัตตาคาร เติบโตประมาณ 5-7% โดยเฉพาะกลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหารจะได้ผลดีจากวันหยุดยาวทำให้นักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางในประเทศมากขึ้น ส่วนสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างโตประมาณ 1-2% เพราะว่าไม่มีงบประมาณเข้ามา การจัดซื้อจัดจ้างน้อยลง และกลุ่มร้านสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาร์ท เติบโตประมาณ 0-2% เพราะกลุ่มฐานรากไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งการเติบโตในเซกเมนต์นี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคตะวันออก”

ดร.ฉัตรชัย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเลขจากการที่รัฐบาลมีการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง จำนวนประมาณ 14 ล้านคนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่าเม็ดเงินจำนวนนี้ 15% ถูกกระจายลงไปที่กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค, 15% ถูกใช้จ่ายไปที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่น่าแปลกใจ คือเงิน 70% ไม่สามารถตรวจสอบการซื้อขายได้ ส่วนตลาดแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้มียอดขายขายเพิ่มขึ้น

สำหรับในปีนี้ ดร.ฉัตรชัย กล่าวว่าตลาดค้าปลีกยังมีความน่ากังวลหลายเรื่องด้วยกัน เริ่มจาก

1. กังวลเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
“ตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2567 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ห่างจากช่วงก่อนเจอสถานการณ์โควิด-19 ประมาณ 5-6 ล้านคน ทางออกคือต้องพยายามจับกลุ่ม Luxury Traveller มากขึ้น เพราะตอนนี้จุดขายเราเหลือน้อยมากๆ Sea Sun Sand ก็เก่าแล้ว”

2. กังวลเรื่องสภาวะหนี้ที่มีความซับซ้อนมาก หนี้ครัวเรือนที่เป็นระเบิดเวลา 25.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 มีหนี้ 91% ของ GDP ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 67% ของบัญชีหนี้เป็นสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต, หนี้เอกชนเริ่มสูง เริ่มมีการเลิกจ้าง มีหนี้ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท และหนี้สาธารณะที่คงค้าง ณ เดือน ก.ย.2567 มีมูลค่ารวม กันอยู่ที่ 63.8% ของ GDP หรือราว 11.6 ล้านล้านบาท และเป็นเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการบริหารหนี้ 7.3 ล้านล้านบาท

3. กังวลเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าปรับขึ้นเป็น 400 บาทจะกระทบเรืองต้นทุนการทำธุรกิจ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs

4. กังวลสถานการณ์ดอกเบี้ยก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น

5. กังวลการเมืองโลก และการเมืองไทยจะมีโอกาศจะปั่นป่วน
ดร.ฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าความหวังของค้าปลีกในปีนี้มี 4 เรื่อง คือ

1. การกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ต่อเนื่องและตรงเป้าหมาย เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟสสอง, โครงการ Easy E-Receipt ลดภาษีที่เน้นกลุ่มกลางขึ้นบน คือกลุ่มคนที่เสียภาษีประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าคนจะออกมาใช้กันมากน้อยเพียงใด

“ที่น่าสังเกตคือปีที่แล้วลดหย่อนได้ 50,000 บาทไม่มีเงื่อนไข แต่ปีนี้มีการแบ่งรูปแบบการซื้อ    เป็น 30,000 บาท กับ 20,000 บาท ซึ่งอันหลังใช้ยาก โดยผู้ประกอบการค้าปลีกน่าจะแย่งส่วนแรกไป เพราะอันที่ 2 ต้องซื้อสินค้า OTOP ที่มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก”

ดร.ฉัตรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้ววิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมี 2 แนวทาง คือกระตุ้นฝั่งซัพพลาย เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์, ยานยนต์ ซึ่งช่วงปีที่ผ่านมาถือว่าทำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นอีกหนึ่งหนทางที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็คือหันไปกระตุ้นฝั่งดีมานด์ หรือหาทางออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อเน้นการจับจ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น

“ปีนี้ยังต้องเน้นฝั่งดีมานด์เยอะ เพราะว่าซัพพลายยังไม่มีอะไรที่ฟื้นตัว ถ้ากฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ผ่านก็ต้องรออีก 2 ปี ถึงจะเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ช่วง 2-3 ปีนี้เราจะหาอะไรมากระตุ้น”

2. หวังว่ารัฐจะเบิกงบรายจ่ายได้จะได้มีเงินเข้ามาในระบบ เพราะจริงๆ รัฐบาลมีงบรายจ่ายปีนี้ประมาณ 9.6 แสนล้านบาท ถ้าเฉลี่ยเป็นเป็นเดือนจะได้ประมาณ 74,000 ล้านบาท ถ้าเงินส่วนนี้ไหลลงไปเรื่อยเรื่อยๆ มันจะมีเงินในระบบ          

3. หวังการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น เพราะว่าการลงทุนภาคเอกชนเป็นหัวใจสําคัญก็คือทําให้เกิดการจ้างงาน และการจ้างงานก็จะทําให้เกิดรายได้

4. หวังการท่องเที่ยวในปีนี้จะดีขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวลักชัวรี่ และ Experience Style มากขึ้น

 “ปี 2567 ตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 47,000 - 48,000 บาทต่อคนต่อ ทริป ถ้าเทียบกับก่อนโควิดอยู่ที่ประมาณ 52,000 บาทต่อคนต่อทริป นั่นแปลว่าแปลว่าผู้บริโภคเริ่มเลือกที่จะใช้เงิน เริ่มไม่ได้ซื้อข้าวซื้อของแบบทั่วไปเหมือนเมื่อก่อน เริ่มจะมุ่งหาสินค้าที่เป็นพรีเมียมมากกว่า Mass เรียกว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปหมด อย่างทริปของนักท่องเที่ยวตอนนี้ไม่ได้มาเป็นรถทัวร์ใหญ่ๆ แต่มาทริปละประมาณ 8-10 คน เพราะฉะนั้นเราต้องมองที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงหรือกลุ่มลักชัวรี่ พวกนี้เขามีเงินในมือแต่เขาจะใช้จ่ายหรือไม่อยู่ที่ Mood เราจึงต้องเร่งสร้างบรรยากาศในการในการจับจ่าย คือพูดง่ายๆ ว่าซัพพลายบ้านเรามีความพร้อมสมบูรณ์อย่างเต็มที่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเราติดอันดับโลก สิ่งที่สามารถเติมเต็มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวก็คือ 1) ราคาสินค้าต้องโดนใจ 2) การเพิ่มโอกาสในการบริโภค เช่น ในกลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหาร ประเทศไทยมีช่วงฟันหลอ 14.00-17.00 น. ที่ไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าสามารถเปิดบริโภคได้จะสามารถเพิ่มตัวเลขค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ถ้าสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ ผลประโยชน์จะไปตกอยู่ที่ฝั่งร้านอาการ หรือ On-premise มากกว่า Off-premise ค้าปลีกถือเป็นผลพลอยได้เฉยๆ”
ส่วนที่หลายคนกังวลว่าการปลดล็อกเรื่องเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะกระทบต่อภาคสังคม ดร.ฉัตรชัย มองว่า วัฒนธรรมบ้านเราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลางวันจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ดังนั้นการปลดล็อกตรงนี้จะเอื้ออํานวยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า

“ถ้าเราสังเกตดีๆ คนไทยเรานิยมดื่มตอนเย็นมากกว่า ภาคกลางวันส่วนใหญ่จําเป็นกับนักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวเขาเที่ยวตอนกลางวัน เที่ยงๆ บ่ายๆ เขาเหนื่อยเขาก็อยากจะมีเครื่องดื่มไรที่มา Refresh เฉยๆ เขาไม่ได้กินเอาเมา ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นสําหรับคนไทยไม่ค่อยไม่ค่อยได้เงินอยู่แล้ว

ปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขเฉพาะร้านอาหาร ภัตตาคารทั้งหมดมีประมาณมูลค่าประมาณ 400,000 ล้าน ถ้าเราต้องการเพิ่มตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้เป็น 52,000 บาทต่อคนต่อทริป ครึ่งนึงเป็นค่าโรงแรมและค่าเดินทาง อีกครึ่งที่เหลือก็จะเป็นค่าอาหาร 30-40%”

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติได้มีการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ คือวันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษาให้สามารถจำหน่ายได้ ในท่าอาคารอากาศยานนานาชาติ คือสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ กระตุ้นใช้จ่าย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ

ในความเห็นของดร.ฉัตรชัย ในฐานะนักวิชาการ ดร.ฉัตรชัยมองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะผ่อนผันโจทย์ที่ไม่เหมาะสม และไปเข้มงวดกับจุดที่หย่อนยาน

“เหรียญมี 2 ด้าน เราต้องเข้มงวดในส่วนที่ต้องไปทำ เช่น เมาแล้วขับ ส่วนที่สามารถผ่อนผัน เช่น กฎหมายเก่าที่ห้ามจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังบ่าย 2 - 5 โมงเย็นก็ควรปรับแก้”

ดร.ฉัตรชัย คาดการณ์ตัวเลขของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ว่า

กลุ่มห้างสรรพสินค้า แฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ น่าจะเติบโตประมาณ 5-7% เพราะมีแรงหนุนของการท่องเที่ยว แต่ถ้ากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้ามามากกๆ ก็มีโอกาสที่จะโตกว่าที่ประเมินไว้

กลุ่มร้านค้าปลีก ร้านอาหาร Food and Beverage Chain จะยังคงเติบโตเพราะได้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ถ้ามีวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวไทยจะเดินทาง หรือทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น

กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะไม่เติบโตเท่าไหร่เพราะกำลังซื้อลดลง รวมถึงการเข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อ ทำให้ชะลอตัว และงบจัดจ้างของรัฐ

กลุ่มค้าปลีดร้านสะดวกซื้อ คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2-4%

“ถามว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือ 1) การขยายธุรกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น 2) ต้องบริการเงินสดอย่างเข้มข้น 3) ต้องบริหารสต๊อกสินค้าให้ดี

ทิศทางจากนี้ไป โครงสร้างค้าปลีก 3 แถว แถวบนคือโมเดิร์เทรด 32% ยังคงเติบโต แต่จะเน้นไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ แถวสองค้าปลีกภูธร หรือ Local Modern Retail ที่มียอดขายอยู่ที่ 500-5,000 ล้านบาทต่อปี เช่น ตั้งงี่สุน, ยงสงวน ที่ตอนนี้ทายาทมารับช่วง กลุ่มนี้จะยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มี 500-700 ร้านค้าทั่วประเทศ จากนี้ไปค้าปลีกไทยจะโตจากกลุ่มนี้ ส่วนอีก 50% ที่เหลือจะมาจากกลุ่ม SMEs ซึ่งมียอดขายต่ำวกว่า 500 ล้านบาทต่อปี”              

“HomePro” จากผู้ค้าปลีกสู่ Home Lifetime Companion พร้อมสร้างจิ๊กซอว์เติมเต็ม Ecosystem ครองใจลูกค้าระยะยาว

OR คว้ารางวัลจากเวที 2026 BrandAge Award ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค

ทำความรู้จัก “RSP” คัมภีร์ตั้งราคาของร้านค้าปลีก ตัวกำหนดเกมว่าขายเท่าไรลูกค้าถึงยอมซื้อ

ค้นคำตอบ ทำไม “Shopper Perception” จึงสำคัญต่อการทำตลาดค้าปลีก

“Retail Media” เทรนด์ใหญ่มาแรง เมื่อค้าปลีกพลิกโฉม จาก "ชั้นวางสินค้า" สู่ "สื่อโฆษณาที่ทรงพลัง"

ทำความรู้จัก “LOPIA JAPAN” ค้าปลีกแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ในมุมของการเป็น Specialist Supermarket

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact