ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธาน สมาคมค้าปลีกไทย (TRA) สรุปภาพรวมของตลาดค้าปลีกในปีที่ผ่านมาว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคม 2567 ตลาดรวมมีตัวเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีค้าปลีก และบริการ 10 เดือนแรกต่ำกว่าขีดมาตรฐาน 50 มาตลอด และมีตัวเลขขยับขึ้นมาเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้าย เนื่องมาจากมาตรการแจกเงินของรัฐบาล และจากช่วงไฮซีซั่นปลายปี
“ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี 2567 ที่ไม่ผ่าน ทำให้เม็ดเงินในระบบแห้งลง พร่องหายไปจากระบบ 5 เดือน สรุปภาพรวมค้าปลีกปี 2567 น่าจะเติบโตประมาณ 2-4% อยู่ที่ประเภทสินค้า โดย สินค้ากลุ่มแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ภัตตาคาร เติบโตประมาณ 5-7% โดยเฉพาะกลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหารจะได้ผลดีจากวันหยุดยาวทำให้นักท่องเที่ยวคนไทยเดินทางในประเทศมากขึ้น ส่วนสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างโตประมาณ 1-2% เพราะว่าไม่มีงบประมาณเข้ามา การจัดซื้อจัดจ้างน้อยลง และกลุ่มร้านสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาร์ท เติบโตประมาณ 0-2% เพราะกลุ่มฐานรากไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งการเติบโตในเซกเมนต์นี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคตะวันออก”
ดร.ฉัตรชัย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเลขจากการที่รัฐบาลมีการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง จำนวนประมาณ 14 ล้านคนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่าเม็ดเงินจำนวนนี้ 15% ถูกกระจายลงไปที่กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค, 15% ถูกใช้จ่ายไปที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่น่าแปลกใจ คือเงิน 70% ไม่สามารถตรวจสอบการซื้อขายได้ ส่วนตลาดแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้มียอดขายขายเพิ่มขึ้น

สำหรับในปีนี้ ดร.ฉัตรชัย กล่าวว่าตลาดค้าปลีกยังมีความน่ากังวลหลายเรื่องด้วยกัน เริ่มจาก
1. กังวลเรื่องตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
“ตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2567 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ห่างจากช่วงก่อนเจอสถานการณ์โควิด-19 ประมาณ 5-6 ล้านคน ทางออกคือต้องพยายามจับกลุ่ม Luxury Traveller มากขึ้น เพราะตอนนี้จุดขายเราเหลือน้อยมากๆ Sea Sun Sand ก็เก่าแล้ว”
2. กังวลเรื่องสภาวะหนี้ที่มีความซับซ้อนมาก หนี้ครัวเรือนที่เป็นระเบิดเวลา 25.5 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 มีหนี้ 91% ของ GDP ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 67% ของบัญชีหนี้เป็นสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต, หนี้เอกชนเริ่มสูง เริ่มมีการเลิกจ้าง มีหนี้ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท และหนี้สาธารณะที่คงค้าง ณ เดือน ก.ย.2567 มีมูลค่ารวม กันอยู่ที่ 63.8% ของ GDP หรือราว 11.6 ล้านล้านบาท และเป็นเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการบริหารหนี้ 7.3 ล้านล้านบาท
3. กังวลเรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าปรับขึ้นเป็น 400 บาทจะกระทบเรืองต้นทุนการทำธุรกิจ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs
4. กังวลสถานการณ์ดอกเบี้ยก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น
5. กังวลการเมืองโลก และการเมืองไทยจะมีโอกาศจะปั่นป่วน

ดร.ฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าความหวังของค้าปลีกในปีนี้มี 4 เรื่อง คือ
1. การกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ต่อเนื่องและตรงเป้าหมาย เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟสสอง, โครงการ Easy E-Receipt ลดภาษีที่เน้นกลุ่มกลางขึ้นบน คือกลุ่มคนที่เสียภาษีประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าคนจะออกมาใช้กันมากน้อยเพียงใด
“ที่น่าสังเกตคือปีที่แล้วลดหย่อนได้ 50,000 บาทไม่มีเงื่อนไข แต่ปีนี้มีการแบ่งรูปแบบการซื้อ เป็น 30,000 บาท กับ 20,000 บาท ซึ่งอันหลังใช้ยาก โดยผู้ประกอบการค้าปลีกน่าจะแย่งส่วนแรกไป เพราะอันที่ 2 ต้องซื้อสินค้า OTOP ที่มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก”
ดร.ฉัตรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้ววิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมี 2 แนวทาง คือกระตุ้นฝั่งซัพพลาย เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์, ยานยนต์ ซึ่งช่วงปีที่ผ่านมาถือว่าทำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นอีกหนึ่งหนทางที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็คือหันไปกระตุ้นฝั่งดีมานด์ หรือหาทางออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อเน้นการจับจ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น
“ปีนี้ยังต้องเน้นฝั่งดีมานด์เยอะ เพราะว่าซัพพลายยังไม่มีอะไรที่ฟื้นตัว ถ้ากฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ผ่านก็ต้องรออีก 2 ปี ถึงจะเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ช่วง 2-3 ปีนี้เราจะหาอะไรมากระตุ้น”
2. หวังว่ารัฐจะเบิกงบรายจ่ายได้จะได้มีเงินเข้ามาในระบบ เพราะจริงๆ รัฐบาลมีงบรายจ่ายปีนี้ประมาณ 9.6 แสนล้านบาท ถ้าเฉลี่ยเป็นเป็นเดือนจะได้ประมาณ 74,000 ล้านบาท ถ้าเงินส่วนนี้ไหลลงไปเรื่อยเรื่อยๆ มันจะมีเงินในระบบ
3. หวังการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น เพราะว่าการลงทุนภาคเอกชนเป็นหัวใจสําคัญก็คือทําให้เกิดการจ้างงาน และการจ้างงานก็จะทําให้เกิดรายได้
4. หวังการท่องเที่ยวในปีนี้จะดีขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวลักชัวรี่ และ Experience Style มากขึ้น
“ปี 2567 ตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 47,000 - 48,000 บาทต่อคนต่อ ทริป ถ้าเทียบกับก่อนโควิดอยู่ที่ประมาณ 52,000 บาทต่อคนต่อทริป นั่นแปลว่าแปลว่าผู้บริโภคเริ่มเลือกที่จะใช้เงิน เริ่มไม่ได้ซื้อข้าวซื้อของแบบทั่วไปเหมือนเมื่อก่อน เริ่มจะมุ่งหาสินค้าที่เป็นพรีเมียมมากกว่า Mass เรียกว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปหมด อย่างทริปของนักท่องเที่ยวตอนนี้ไม่ได้มาเป็นรถทัวร์ใหญ่ๆ แต่มาทริปละประมาณ 8-10 คน เพราะฉะนั้นเราต้องมองที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงหรือกลุ่มลักชัวรี่ พวกนี้เขามีเงินในมือแต่เขาจะใช้จ่ายหรือไม่อยู่ที่ Mood เราจึงต้องเร่งสร้างบรรยากาศในการในการจับจ่าย คือพูดง่ายๆ ว่าซัพพลายบ้านเรามีความพร้อมสมบูรณ์อย่างเต็มที่ ทั้งคน ทั้งสถานที่ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าเราติดอันดับโลก สิ่งที่สามารถเติมเต็มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวก็คือ 1) ราคาสินค้าต้องโดนใจ 2) การเพิ่มโอกาสในการบริโภค เช่น ในกลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหาร ประเทศไทยมีช่วงฟันหลอ 14.00-17.00 น. ที่ไม่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าสามารถเปิดบริโภคได้จะสามารถเพิ่มตัวเลขค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ถ้าสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ ผลประโยชน์จะไปตกอยู่ที่ฝั่งร้านอาการ หรือ On-premise มากกว่า Off-premise ค้าปลีกถือเป็นผลพลอยได้เฉยๆ”

ส่วนที่หลายคนกังวลว่าการปลดล็อกเรื่องเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะกระทบต่อภาคสังคม ดร.ฉัตรชัย มองว่า วัฒนธรรมบ้านเราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลางวันจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี ดังนั้นการปลดล็อกตรงนี้จะเอื้ออํานวยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า
“ถ้าเราสังเกตดีๆ คนไทยเรานิยมดื่มตอนเย็นมากกว่า ภาคกลางวันส่วนใหญ่จําเป็นกับนักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวเขาเที่ยวตอนกลางวัน เที่ยงๆ บ่ายๆ เขาเหนื่อยเขาก็อยากจะมีเครื่องดื่มไรที่มา Refresh เฉยๆ เขาไม่ได้กินเอาเมา ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นสําหรับคนไทยไม่ค่อยไม่ค่อยได้เงินอยู่แล้ว
ปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขเฉพาะร้านอาหาร ภัตตาคารทั้งหมดมีประมาณมูลค่าประมาณ 400,000 ล้าน ถ้าเราต้องการเพิ่มตัวเลขค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้เป็น 52,000 บาทต่อคนต่อทริป ครึ่งนึงเป็นค่าโรงแรมและค่าเดินทาง อีกครึ่งที่เหลือก็จะเป็นค่าอาหาร 30-40%”
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติได้มีการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ คือวันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษาให้สามารถจำหน่ายได้ ในท่าอาคารอากาศยานนานาชาติ คือสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ กระตุ้นใช้จ่าย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ
ในความเห็นของดร.ฉัตรชัย ในฐานะนักวิชาการ ดร.ฉัตรชัยมองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะผ่อนผันโจทย์ที่ไม่เหมาะสม และไปเข้มงวดกับจุดที่หย่อนยาน
“เหรียญมี 2 ด้าน เราต้องเข้มงวดในส่วนที่ต้องไปทำ เช่น เมาแล้วขับ ส่วนที่สามารถผ่อนผัน เช่น กฎหมายเก่าที่ห้ามจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังบ่าย 2 - 5 โมงเย็นก็ควรปรับแก้”
ดร.ฉัตรชัย คาดการณ์ตัวเลขของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ว่า
กลุ่มห้างสรรพสินค้า แฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ น่าจะเติบโตประมาณ 5-7% เพราะมีแรงหนุนของการท่องเที่ยว แต่ถ้ากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้ามามากกๆ ก็มีโอกาสที่จะโตกว่าที่ประเมินไว้
กลุ่มร้านค้าปลีก ร้านอาหาร Food and Beverage Chain จะยังคงเติบโตเพราะได้ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ถ้ามีวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวไทยจะเดินทาง หรือทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น
กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะไม่เติบโตเท่าไหร่เพราะกำลังซื้อลดลง รวมถึงการเข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อ ทำให้ชะลอตัว และงบจัดจ้างของรัฐ
กลุ่มค้าปลีดร้านสะดวกซื้อ คาดการณ์ว่าจะเติบโต 2-4%
“ถามว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก็คือ 1) การขยายธุรกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น 2) ต้องบริการเงินสดอย่างเข้มข้น 3) ต้องบริหารสต๊อกสินค้าให้ดี
ทิศทางจากนี้ไป โครงสร้างค้าปลีก 3 แถว แถวบนคือโมเดิร์เทรด 32% ยังคงเติบโต แต่จะเน้นไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ แถวสองค้าปลีกภูธร หรือ Local Modern Retail ที่มียอดขายอยู่ที่ 500-5,000 ล้านบาทต่อปี เช่น ตั้งงี่สุน, ยงสงวน ที่ตอนนี้ทายาทมารับช่วง กลุ่มนี้จะยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มี 500-700 ร้านค้าทั่วประเทศ จากนี้ไปค้าปลีกไทยจะโตจากกลุ่มนี้ ส่วนอีก 50% ที่เหลือจะมาจากกลุ่ม SMEs ซึ่งมียอดขายต่ำวกว่า 500 ล้านบาทต่อปี”
