ยอดขายเครื่องดื่ม Coke หรือ Coca-Cola ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2024 เพิ่มขึ้นในตลาดทั่วโลก โดยตลาดอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 1% ซึ่งตรงกันข้ามกับคู่รักคู่แข่งอย่าง Pepsi ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานว่า ในไตรมาสที่ 4 ปริมาณการขายลดลง 3% ใน เซ็กเมนต์ตลาดที่ใหญ่ที่สุด 2 ตลาดในอเมริกาเหนือ และ Frito-Lay North America
สำหรับ Coca-Cola ปริมาณจำหน่ายในกลุ่มน้ำอัดลมที่มีรสชาติตามฤดูกาล เช่น Sprite รสแครนเบอร์รี่ (Sprite Winter Spiced Cranberry) และ Fanta Beetlejuice กลับมาเติบโตอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 โดยเพิ่มขึ้น 2% หลังจากที่มียอดขายทรงตัวในไตรมาสก่อนหน้า
Charlie Higgs ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าอุปโภคบริโภคของ Redburn Atlantic กล่าวว่า "นั่นอาจเป็นความแตกต่างที่สำคัญเมื่อเทียบกับ Pepsi ที่กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอเมริกาเหนือในกลุ่มน้ำอัดลม และ Coca-Cola ก็ทำผลงานได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลและน้ำอัดลม”
ภายใต้การบริหารงานของ James Quincey ซีอีโอของบริษัท Coca-Cola ได้ดำเนินการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของตน ในอเมริกาเหนือ ที่รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ เช่น นมระดับพรีเมียม Fairlife, และ น้ำอัดลม Topo Chico
ทางด้าน Brian Mulberry ผู้จัดการ Client Portfolio ของ Zacks Investment Management ซึ่งถือหุ้นใน Coca-Cola กล่าวว่า "ข้อเสนอที่หลากหลายนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ เมื่อเผชิญกับผู้บริโภคที่ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญต่อโครงสร้างดีมานด์ในระยะยาว"

นอกจากนี้ Coca-Cola ยังสามารถเข้าถึงความต้องการในตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดีย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองรสนิยมของคนในท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงเสนอแพ็คเกจหลากหลายในราคาที่แตกต่างกัน
มีการคาดการณ์การเติบโตต่อปีของรายได้แบบ Organic Revenue Growth (การเติบโตจากภายใน เป็นการเติบโตตามธรรมชาติ ที่เกิดจากทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันของบริษัท) ของ Coca-Cola อยู่ที่ 5% ถึง 6% ซึ่งอยู่ระดับสูงสุดของเป้าหมายระยะยาว ขณะที่การคาดการณ์ผลกำไรตามรายงานงบการเงินที่อยู่ในช่วง 2% ถึง 3% นั้น ต่ำกว่าที่คาดไว้
รายได้สุทธิตามรายงานงบการเงินในไตรมาสที่ 4 ปี 2024 เพิ่มขึ้น 4.2% เป็น 11,400 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 2.47% บริษัทมีผลกำไร 55 เซ็นต์ต่อหุ้นดีกว่าที่คาดไว้ 3 เซ็นต์
Cr : REUTERS
Source