ถ้าบ้านเราโชว์ Nutri-Grade ลำดับคุณค่าทางอาหารจากมากไปน้อย (A ถึง D)
จะเลือกซื้อ “โค้กซีโร่ เกรด B” แทน “โค้กออริจินัล เกรด D” หรือไม่?
ไม่สนค่ะ เกรด D สำหรับ BrandAge Online แปลว่าอร่อยดี (ฮา)
เพราะคนไทยแปลว่าอิสระ จะเกรด A หรือเกรด D เราก็ไม่สนอยู่แล้ว แค่อร่อยก็พอ ตัดภาพไปที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่รัฐบาลจริงจังกับเรื่องระดับน้ำตาลมาก ถึงขั้นประกาศสงครามกับเบาหวาน เพราะถ้าไม่ควบคุมตอนนี้ โรคเบาหวานอาจพุ่งแตะ 1 ล้านรายภายในปี 2050 ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจในยุคที่ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลสิงคโปร์จึงออกกฎเกี่ยวกับเครื่องดื่มพร้อมดื่ม เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม นม โยเกิร์ต กาแฟ และชา ต้องถูกจัดเกรดตามปริมาณน้ำตาลใน 100 มล. แบ่งเป็น 4 ระดับ หรือที่เรียกว่า “Nutri-Grade” ได้แก่
- เกรด A (เขียวเข้ม) น้ำตาลต่ำหรือไม่มีเลย
- เกรด B (เขียวอ่อน) น้ำตาลน้อย
- เกรด C (ส้ม) น้ำตาลค่อนข้างมาก
- เกรด D (แดง) น้ำตาลสูงที่สุด ไม่ดีต่อสุขภาพ
นอกจากน้ำตาลแล้ว ยังดูปริมาณไขมันอิ่มตัวด้วย ถ้าไขมันสูง ก็มีสิทธิ์ได้เกรดต่ำลงอีก
ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องดื่มที่ได้เกรด C และ D ต้องติดฉลาก Nutri-Grade ด้านหน้าชัด ๆ เพื่อให้รู้ว่า “น้ำตาลเยอะ” โดยเฉพาะเกรด D จะถูกห้ามโฆษณาทุกช่องทาง ยกเว้นแค่ที่จุดขาย เช่น ป้ายในซูเปอร์ฯ และต้องโชว์ให้ชัดว่าเป็นเกรด D ส่วนเครื่องดื่มที่ได้เกรด A หรือ B สามารถขอใช้ตรา “Healthier Choice” จากหน่วยงานรัฐ เพื่อโชว์ว่าเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำตาลน้อย หรือดีต่อสุขภาพมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ในตลาดสิงคโปร์ก็ยังมีเครื่องดื่มหลายตัวที่ได้เกรด D ตาม Nutri-Grade ส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องรีบปรับตัวหรือเปลี่ยนแผนธุรกิจ ไม่งั้นโอกาสทางการขายก็จะค่อย ๆ หายไป
แต่การปรับสูตรก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ผลิตหลายเจ้าก็บอกว่าทั้งแพง ทั้งใช้เวลานาน แถมซับซ้อนอีก เพราะไม่ได้แค่ลดน้ำตาลเฉย ๆ แต่ต้องปรับส่วนผสมใหม่ทั้งหมด เช่น เอาน้ำผลไม้ที่น้ำตาลสูงไปผสมกับตัวที่น้ำตาลต่ำ หรือเติมน้ำผักเข้าไป ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น ทั้งค่าสติกเกอร์ ค่าจัดการ และค่าแรงในการติดฉลากเฉพาะสำหรับขายในสิงคโปร์
ส่วนไทยเองก็ใช้วิธีควบคุมน้ำตาลเหมือนกัน แต่เน้นเรื่อง “ภาษีความหวาน” ใครน้ำตาลเยอะก็จ่ายภาษีแพงขึ้น ทำให้หลายแบรนด์ต้องลดน้ำตาลลง เช่น น้ำอัดลมบางเจ้าลดจาก 14 กรัมต่อลิตร เหลือ 12 กรัม เพื่อประหยัดภาษี จนตอนนี้เครื่องดื่มในไทยปรับลดน้ำตาลแล้วกว่า 200–300 ตัว แสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีก็ได้ผลเหมือนกัน
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในสิงคโปร์มองว่า ทั้งไทยและสิงคโปร์กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เลยเริ่มให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่ารักษา ทำให้ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพยังโตต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยก็สามารถใช้โอกาสนี้ ศึกษากฎของสิงคโปร์ แล้วพัฒนาสินค้าที่น้ำตาลน้อยและขายได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ
อ้างอิงข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC) สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์