เมื่อ “ทีวี” ไม่ใช่แค่จอภาพอีกต่อไปตลาดทีวีในปี 2568 กำลังเปลี่ยนผ่านจากสงครามด้านความละเอียดและขนาดหน้าจอ ไปสู่ยุคของ “ความเข้าใจผู้ใช้” และ “ประสบการณ์ส่วนบุคคล”
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง
LG ก็ไม่อยู่นิ่ง ออกประกาศเปิดตัวไลน์อัป
AI TV ใหม่ภายใต้แนวคิด “AI ที่เข้าใจ ผู้ใช้มากที่สุด” พร้อมการผนึกพลังระหว่างนวัตกรรม OLED TV และ QNED TV รุ่นล่าสุด ซึ่งสะท้อนถึง แนวโน้มสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรม และวางหมากรุกลึกในสมรภูมิทีวีพรีเมียมของไทยและทั่วโลก
การเปลี่ยนแนวรบ : จากเทคโนโลยีจอภาพ สู่ “AI Personalization”การเปิดตัว
LG AI TV พร้อมชิปประมวลผลอัจฉริยะรุ่นใหม่
α11 AI Processor 4K Gen2 ไม่ใช่แค่การเพิ่มความแรงของเครื่อง แต่เป็นการชูจุดขายใหม่ที่ "เข้าใจผู้ใช้รายบุคคล" อย่างแท้จริง ด้วยฟีเจอร์อย่าง:
- AI Voice ID ที่จดจำเสียงผู้ใช้แต่ละคน
- AI Concierge และ AI Chatbot ที่ช่วยแนะนำคอนเทนต์และตอบคำถาม
- AI Picture/Sound Wizard ที่ปรับภาพและเสียงตามพฤติกรรมและบริบท

กลยุทธ์เหล่านี้ชัดเจนว่า LG ต้องการแยกตัวออกจาก “Red Ocean” ที่แข่งขันด้านสเปกสู่ “Blue Ocean” ของ “AI-driven Experience” ซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบในระยะสั้น และสร้าง Switching Cost ด้านอารมณ์และความคุ้นเคยของผู้บริโภคกับระบบของ LG เอง
OLED ครองบัลลังก์ 12 ปี ต่อยอดด้วย Brightness Booster Ultimate
LG เดินเกมต่อยอดความสำเร็จ OLED ด้วยการเสริมฟีเจอร์ Brightness Booster Ultimate ที่ให้ความสว่างมากขึ้นถึง 3 เท่า พร้อมพัฒนาไลน์อัปจอยักษ์ เช่น OLED evo M5 ขนาด 77-97 นิ้ว และ QNED evo AI 100 นิ้ว ในราคาที่ "จับต้องได้" มากขึ้นกว่าเดิม
LG พบอินไซต์ตลาดว่า “บ้านคือศูนย์กลางความบันเทิง” ผู้บริโภคมีแนวโน้มอัปเกรดทีวีมากกว่าการซื้อใหม่เพราะเสีย โดยเฉพาะกลุ่ม High-income และ Middle-income ที่มีพฤติกรรมเสริมบ้านด้วยจอใหญ่ขึ้น สเปกดีขึ้น และเทคโนโลยีใหม่

ครองส่วนแบ่ง 62% ตลาด OLED และตั้งเป้าโต 20% ในปี 2568LG ยืนยันความเป็นผู้นำตลาด OLED ด้วยส่วนแบ่ง
62% และ
24% สำหรับทีวีขนาด 75 นิ้วขึ้นไปในปีที่ ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าโต
20% ทั้งในเชิงยอดขายและ Market Share ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของตลาด OLED และจอใหญ่ (13% และ 10% ตามลำดับ)
เป้าหมายที่ LG วางไว้สะท้อนถึงความมั่นใจในฐานผู้ใช้งานเดิมที่ภักดีต่อแบรนด์ และกลยุทธ์ที่เน้น “ขยายพอร์ต-เพิ่มไซส์-ปรับราคาเข้าถึงได้” ถือเป็น “การเติบโตแบบก้าวกระโดด” บนฐานรากที่มั่นคงมากกว่าการขยายแบบฉาบฉวย
เกมรุกการตลาด: ลงทุน 100 ล้านบาท เน้น “โชว์ใหญ่ ขายง่าย”LG วางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกด้วยงบกว่า
100 ล้านบาท เน้นการลงทุนในพื้นที่จัดแสดงหน้าร้าน เพื่อให้ ผู้บริโภค “เห็นจอใหญ่ รู้สึกอยากได้” โดยเฉพาะจอ 75 นิ้วขึ้นไปที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของไซซ์พรีเมียม รวมถึงการขยายช่องทางขายทั่วประเทศกว่า 35 แห่ง
กลยุทธ์สำคัญ:
- In-store Marketing ที่ตอบโจทย์สินค้าแบบ High-involvement
- เน้นการสร้างประสบการณ์จริงผ่านการโชว์ที่จับต้องได้ (Experiential Retail)
- ควบคุมช่องทางจำหน่าย เพื่อรักษาราคาเฉลี่ยที่สูงกว่าตลาด (17,000 บาทต่อยูนิต เทียบกับตลาดเฉลี่ยราว 10,000 บาท)

การวางตำแหน่ง "ไร้สาย" และ "OLED ราคาจับต้องได้"ในไลน์อัปปี 2568 LG เพิ่มกลยุทธ์ “เปิดตลาดด้วยรุ่นเรือธงราคาปรับลง” เช่น
OLED evo M5 แบบไร้สาย จากที่ผ่านมาเคยมีราคาแตะหลักล้าน วันนี้เริ่มต้นที่
229,990 บาท พร้อมขยาย OLED ขนาดเล็กลง (เช่น 42 นิ้ว) สำหรับเจาะตลาดเริ่มต้นแต่ยังต้องการเทคโนโลยีจอขั้นสูง
ผลกระทบเชิงตลาด:
- กระตุ้นการ ขยับจาก Full HD/4K ธรรมดา สู่ OLED ระดับเริ่มต้น
- ขยายฐานตลาด OLED จากเดิมที่เน้นบนลงล่าง สู่ “กลางขึ้นบน”
- ทำให้คู่แข่งแบรนด์จีนในกลุ่มราคาประหยัด ถูกตัดขาดจากการแข่งขันในตลาดพรีเมียมแม้ราคาจะถูกกว่า
LG กับการวางเกมธุรกิจทีวี “แบบไม่เล่นสงครามราคา”สิ่งที่เห็นชัดจากการเคลื่อนไหวของ LG ปีนี้ คือ
การยกระดับ “คุณค่า” มากกว่า “ราคา” และยืนยันการเป็น “ผู้นำในเชิงคุณภาพ” ไม่ใช่ “เจ้าตลาดในเชิงปริมาณ” โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ :
- AI ที่ไม่ใช่แค่ Gimmick แต่เป็น Core Function ที่เชื่อมต่อกับพฤติกรรมของผู้ใช้จริง
- กลยุทธ์ไซซ์ใหญ่ จอชัด เสียงดี เจาะ Pain Point ด้านประสบการณ์การรับชมในยุค Streaming
- การลงทุนในโชว์รูมและดีลเลอร์ มากกว่าการใช้ราคาตัดคู่แข่ง
ในขณะที่ผู้เล่นจีนอาจยังครองพื้นที่ในตลาด Mass แต่ LG วางตัวเป็น “Premium Differentiator” ที่สร้างคุณค่าจากนวัตกรรม ไม่ใช่การลดราคา และนั่นอาจเป็นเกมที่ยั่งยืนกว่าทุกสมรภูมิ