ในอดีต เมื่อพูดถึงศรีจันทร์ ภาพแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือ แป้งม่วงในตำนาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน แต่ปัจจุบันนี้ ภาพลักษณ์ของศรีจันทร์กำลังขยายออกไปในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
จากการเปิดเผยของรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด พบว่า คนรุ่นเก่า (อาจเป็น Gen Y, Gen X หรือ Baby Boomer) รู้จักศรีจันทร์จากผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่น แต่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen รู้จักศรีจันทร์จากสกินแคร์ ซึ่งปัจจุบัน สกินแคร์ ได้กลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดและมียอดขายสูงสุดของศรีจันทร์ แซงหน้าผลิตภัณฑ์เมคอัพ รวมถึงแป้งฝุ่นในตำนาน

หากย้อนกลับไป ศรีจันทร์เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาเล็กๆ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือ ผงหอมศรีจันทร์ ที่ใช้รักษาปัญหาสิว ก่อนจะก้าวสู่ยุคที่สอง ปี 2010 ศรีจันทร์ได้ตัดสินใจ รีแบรนด์เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นแป้งฝุ่น กลายเป็นภาพจำของแบรนด์มาอย่างยาวนาน
ในอดีต จุดโฟกัสของศรีจันทร์คือ การเอาตัวรอดและทำให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานของหลายองค์กร โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น รวิศ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า เวลานั้นเป้าหมายมีเพียงให้รอดไปก่อน ให้ธุรกิจมันใหญ่ขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราคิดในตอนนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามเริ่มเกิดขึ้นในใจ แค่นี้จริงๆ เหรอ?
จุดเปลี่ยนมาอยู่ตรงบทสนทนากับเพื่อนชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนวิธีคิดของรวิศอย่างสิ้นเชิง ที่ได้กล่าวถึงแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์หนึ่งว่า “รู้สึกภูมิใจที่มีแบรนด์นี้อยู่” ฟังแล้ว รวิศถึงกับเกิดความตั้งใจใหม่ “อยากสร้างแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจ” โดยยังคงยืนหยัดในความเป็นศรีจันทร์ เพราะช่วงเวลานั้น ศรีจันทร์ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญ “เปลี่ยนชื่อดีไหม?”
ยุคนั้นเทรนด์แบรนด์ความงามนิยมตั้งชื่อให้ดูอินเตอร์ เช่น ชื่อญี่ปุ่น เกาหลี หรืออังกฤษ เพื่อให้ดูร่วมสมัย แต่ศรีจันทร์เลือกที่จะไม่เปลี่ยน
“มันใช้แรงเท่ากันเลยนะ ในการทำให้แบรนด์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม”
รวิศ จึงเลือกที่จะเดินหน้าต่อด้วยชื่อ “ศรีจันทร์” เพราะเชื่อว่าหากวันหนึ่งแบรนด์นี้สามารถเข้าไปยืนอยู่บนเชลฟ์เดียวกันกับแบรนด์ระดับโลกใน Sephora Watsons หรือห้างสรรพสินค้า ชื่อไทยๆ อย่าง “ศรีจันทร์” จะยิ่งมีความหมาย

ด้วยเหตุนี้ รวิศ จึงไม่เปลี่ยนชื่อแบรนด์ แถมยังใส่คำว่า “Bangkok Since 1948” ไปในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ด้วยสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในแหล่งกำเนิดและปีที่ก่อตั้ง เปรียบกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมักใช้ชื่อเมืองหลวงอย่าง Paris หรือ New York รวิศมองว่ากรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพที่จะเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ระดับโลกได้เช่นกัน
จนกระทั่งช่วงวิกฤตโควิด-19 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศรีจันทร์ แม้สถานการณ์ตลาดเครื่องสำอางจะซบเซา แต่ศรีจันทร์กลับใช้โอกาสนี้ในการจัดพอร์ตสินค้าใหม่ รวิศ เล่าถึงแนวคิดจากน้องในทีมที่บอกว่า โควิดเดี๋ยวมันก็จบ แต่สิ่งที่เราทำ มันจะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปอีก 10 ปี 20 ปี หรือกระทั่งตอนที่เราแก่แล้ว มองย้อนกลับมาดูว่า วันนั้นเราเลือกทำอะไรในช่วงโควิด แล้วสิ่งนั้นแหละ มันจะเป็นเหมือนเรคคอร์ดของชีวิตเราเอง นั่นจึงทำให้ศรีจันทร์เปลี่ยนวิธีคิดว่าวิกฤติโควิดคือช่วงเวลาสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด แทนที่จะหยุดนิ่งหรือรัดเข็มขัดเหมือนหลายธุรกิจ รวิศ เลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “Human-Centered Crisis Management” ผ่าน 4 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มผู้ถือหุ้น ขอใช้เงินลงทุนในด้านอื่น แทนที่จะทุ่มงบโฆษณา ศรีจันทร์เลือกใช้เงินเพื่อดูแลสินค้าและองค์กรให้อยู่รอดได้
2. กลุ่มพนักงาน ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอันดับแรก ด้วยการประกาศอย่างชัดเจนว่าจะ ไม่มีการเลิกจ้างและไม่ลดเงินเดือน (ยกเว้นผู้บริหารระดับสูง) พร้อมทั้งจัดหาสิ่งของจำเป็น อุปกรณ์ป้องกันโควิด และสนับสนุนการจองวัคซีน เพื่อดูแลสุขภาพกายใจของพนักงานและครอบครัวอย่างเต็มที่ รวิศ เผยว่า “เรารู้ว่าพนักงานกลัวอะไร หนึ่งคือกลัวโควิด สองคือกลัวตกงาน เราจึงจัดการทั้งสองเรื่องให้พวกเขาได้สบายใจ”
3. กลุ่มลูกค้า แม้จะทราบว่าลูกค้าไม่มีอารมณ์ซื้อเครื่องสำอางในช่วงนั้น แต่ศรีจันทร์มองเห็นความเบื่อหน่ายจากการอยู่บ้าน จึงเลือกที่จะส่งสินค้าตัวอย่าง 15,000 ชุด ไปให้ลูกค้าถึงบ้าน เพื่อให้พวกเขาสามารถแต่งหน้าคลายเครียดได้ เป็นการสร้างความสุขและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
4. กลุ่มคนรอบข้าง ชุมชน ไม่ได้มองไกล แต่โฟกัสไปที่ชุมชนใกล้เคียง จึงได้จัดโครงการ “ศรีจันทร์ เพื่อนบ้าน” ส่งข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็นให้กับชุมชนรอบออฟฟิศทุกวัน ตลอด 1 เดือนเต็ม “เราไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่ แต่เราก็สามารถเป็นเพื่อนบ้านที่ดีได้” รวิศ กล่าว
หลังวิกฤตโควิด-19 ได้ส่งผลให้ศรีจันทร์เติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ซึ่งได้กลายเป็นหมวดหมู่ที่ใหญ่ที่สุดและสร้างยอดขายสูงสุดให้กับแบรนด์ แซงหน้าผลิตภัณฑ์แป้งที่เป็นภาพจำเดิมไปแล้ว
การที่ คนรุ่นก่อนรู้จักศรีจันทร์จากแป้ง แต่คนรุ่นใหม่รู้จักศรีจันทร์ผ่านสกินแคร์ ถือเป็นความสำเร็จในการปรับตัวของแบรนด์ ที่สามารถขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังผ่านพ้นช่วงโควิด-19 ศรีจันทร์ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในปี 2024 ที่สามารถทำยอดขายได้สูงถึง 1,600 ล้านบาท ศรีจันทร์เข้าสู่ตลาดสกินแคร์เมื่อปี 2021 และปี 2024 สามารถเติบโตถึง 117% เมื่อเทียบกับปี 2023 และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขาย 45% ในปี 2025

สินค้าที่ขายดีที่สุดคือ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet (10 ml) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้า (Moisturizer for Face) ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงเมษายน 2568 มีอัตราการเติบโต 79% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่เติบโต 3.44%อ้างอิงจากข้อมูล NielsenIQ ประเทศไทย
ศรีจันทร์ไม่เพียงขยายพอร์ต แต่ยังขยายแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว “SASI” (ศศิ) ที่มีความหมายว่า พระจันทร์ เช่นเดียวกับ ศรีจันทร์ โดยมีจุดเด่นที่แตกต่างและเน้นกลุ่มเป้าหมาย Gen Z โดยเฉพาะ ด้วย 3 จุดแข็งหลัก คือ Multi-tasking ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและต้องการความสะดวกสบายของวัยรุ่น,Acne Care ตอบโจทย์ปัญหาสิว และ Trendy & Fun ดีไซน์ทันสมัย สีสันสดใส
สำหรับอนาคตของ T-Beauty รวิศ มองว่า T-Beauty มีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบครบทั้งแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ความต้องการในตลาดโลก และฐานการผลิตที่เข้มแข็งในประเทศไทย ซึ่งสามารถส่งเสริมกันและกันไปพร้อมกับ Soft Power ด้านอื่นๆ เช่น อาหาร การท่องเที่ยว และบันเทิง
แบรนด์ศรีจันทร์เอง มองว่าอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ดีในการเติบโต และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป็นแบรนด์ไทยระดับโลกที่คนไทยภาคภูมิใจ แม้จะต้องใช้พลังเงินและพลังเวลาอย่างมหาศาล แต่ด้วย Purpose ที่ชัดเจน การปรับตัวอย่างรวดเร็ว และการให้ความสำคัญกับบุคลากร ก็เชื่อว่าหนทางนี้เป็นไปได้
ขณะเดียวกันความท้าทายใหม่ที่ทุกแบรนด์ทั่วโลกเผชิญก็คือ Brand Loyalty ที่ลดลงอย่างชัดเจน ผู้บริโภคไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเหมือนในอดีตอีกต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์สำคัญคือต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคมองเห็นเราบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน กิจกรรมอะไร หรือเรื่องราวแบบใดก็ตามที่ผู้บริโภคสนใจ เราต้องทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาให้มากที่สุด

ทิ้งท้ายกันเล็กน้อยกับสวัสดิการของศรีจันทร์ เพราะในยุคที่คนทำงานให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิตมากกว่าชื่อเสียงองค์กร การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตอบโจทย์ทั้งชีวิตและการทำงาน ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นสำหรับองค์กรที่อยากรักษาคนเก่งไว้
Work-Life Balance แบบที่ใครๆ ก็อยากได้ ไม่ว่าจะเป็น
- ลาคลอด 180 วัน (มากกว่ากฎหมายกำหนดเกือบ 2 เท่า)
- ลาดูแลลูกสำหรับคุณพ่อ 30 วัน (เพราะการเลี้ยงลูกไม่ใช่แค่หน้าที่ของแม่ แต่คือครอบครัว)
- ลาผ่าตัดแปลงเพศ 30 วัน
- ลาพักใจ กรณีสูญเสียคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง 10 วัน
- ลาปฏิบัติธรรมหรือศาสนกิจ
- ซื้อหนังสือฟรี เพราะ CEO เชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
จึงไม่แปลกที่ศรีจันทร์จะกลายเป็นบริษัทอันดับ 1 จาก 55 บริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยปี 2025 โดย QMAC : QGEN Thailand Most Attractive Companies 2025