ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาประเมินมูลค่าตลาดของครีมบำรุงผิวหน้าแบบซองว่า ในปี 2568 นี้จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 12, 200 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 8%
ส่วนในปี 2569 คาดว่า ตลาดครีมซองของไทยจะมีมูลค่าราว 12,700 ล้านบาท หรือโตราว 4.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาที่ย่อมเยา เข้าถึงง่าย สามารถหาซื้อได้ง่าย พกพาสะดวก รวมถึงตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากทดลองใช้
โดยในตลาดนี้ ผู้ผลิตแบรนด์ไทยครองส่วนแบ่งกว่า 82% ของมูลค่าตลาดครีมซอง ขณะที่ร้านสะดวกซื้อยังเป็นช่องทางการขายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ส่วนเทรนด์ของตลาดครีมซองที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่ การคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ๆ
การเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดนี้ แน่นอนว่ามาจากเรื่องของความสะดวกในการเข้าถึง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกใช้กลยุทธ์แพ็กไซซ์แบบซองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขยายการใช้สินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ โดยเลือกวางกลยุทธ์ราคาที่ง่ายต่อการซื้อ โดยมีราคาตั้งแต่ 39 บาท ขึ้นไป ก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการทดลองใช้สินค้าได้ค่อนข้างดี
เพราะเป็นการเลือกวางกลยุทธ์แบบแบงก์ 100 มีทอน ที่ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ ถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก แม้เมื่อเทียบกันแบบกรัมต่อกรัมกับสินค้าในแพ็กแบบกระปุกใหญ่ ถือว่าค่อนข้างจะสูงกว่าก็ตาม
การเติบโตของตลาด ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ หันมาให้ความสนใจกับตลาดนี้จนทำให้อาจจะดูว่า ตลาดครีมซอง กลายเป็น “ทะเลเลือด” ที่มีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง แต่ผู้เล่นในตลาดนั้นก็ยังสนใจให้น้ำหนักกับการทำตลาดครีมซองมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าเทรนด์การเติบโตของตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ล่าสุด แบรนด์อย่างศรีจันทร์ก็ออกมาเผยกลยุทธ์ในการรุกตลาดครีมซองของตัวเอง โดย รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด บอกว่า ศรีจันทร์เข้าสู่ตลาดสกินแคร์ตั้งแต่ปี 2021 โดยขยายพอร์ต โฟลิโอเป็น SRICHAND IN-SKIN รวม 12 ผลิตภัณฑ์ และเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2024
จากข้อมูลจาก NIELSEN IQ THAILAND ม.ค. 2024 – ธ.ค. 2024 ชี้ว่าศรีจันทร์สกินแคร์เติบโตถึง 148% เมื่อเทียบกับปี 2023 ทำให้ศรีจันทร์มีการตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 45% ภายในปี 2025 และมีสินค้าที่ขายดีที่สุดในหมวดสกินแคร์คือ Srichand Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet 10 ml. อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ในหมวดมอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวหน้า (Moisturizer for Face)
โดยมีอัตราการเติบโต 70.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่เติบโตเพียง 2.73% (ข้อมูลจาก NIELSEN IQ THAILAND เทียบระหว่าง ม.ค. – มิ.ย. 2024 และ ม.ค – มิ.ย. 2025)

ความสำเร็จในตลาดสกินแคร์ของศรีจันทร์เกิดจากกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์สำคัญ ไล่ตั้งแต่
1.พัฒนาสูตรด้วย Active Ingredients ที่เห็นผลจริงคัดสรรสารสกัดประสิทธิภาพสูง เหมาะกับผิวคนไทย เช่น Glyceryl Glucoside, Sodium Hyaluronate (HYA), และ Centella Asiatica (CICA) ให้ผลชุ่มชื้นยาวนาน 72 ชั่วโมง* ผ่านการทดสอบจนได้ผลลัพธ์ที่สร้างความประทับใจและซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
2.ตั้งราคาคุ้มค่า เข้าถึงได้ง่าย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 39 บาท ขณะเดียวกัน ยังมีช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมกำหนดราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพและปริมาณ ทำให้ผู้บริโภค สามารถทดลองใช้ได้ง่าย อีกทั้งยังหาซื้อได้สะดวกทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ในส่วนของออฟไลน์จะขายผ่านทั้ง 7-Eleven, CJ, Lotus, Big C, Tops, Konvy, Watsons, PTT Jiffy, Maxmart, Multy, Max Value และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ขณะที่Online จะมีทั้ง Shopee, Lazada, Tiktok และเว็บไซต์ SRICHAND
3.สื่อสารการตลาดตรงใจผู้บริโภค สร้างแคมเปญที่ตอบโจทย์ Insight ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง สร้างการรับรู้และการทดลองใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญ “เข้าใจทุกผิวคนไทย” ที่มาจาก Insight ในเรื่องคนไทยมีปัญหาผิวหลากหลายจากสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ ในขณะเดียวกันก็ต้องการแบรนด์เดียวที่ใช้แก้ปัญหาได้ครบ ศรีจันทร์จึงพัฒนาสูตร IN-SKIN ให้ตรงกับทุกสภาพผิว
4.เลือกพรีเซ็นเตอร์ที่สร้างการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคการเลือก “แบมแบม” ซึ่งเป็นคนไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไม่เพียงขยายการรับรู้ แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ “Modern Classic Thainess” สร้างความเชื่อมโยงกับ Gen Z และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มยอดขายถึง +77% เมื่อเทียบผลประกอบการณ์ระหว่าง ม.ค.- มิ.ย. 2024 และ ม.ค.- มิ.ย. 2025 หลังจากได้คุณแบมแบมมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ SRICHAND IN-SKIN
ทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงในการใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดครีมซองแบบต่อเนื่องต่อไป...