ในโลกธุรกิจที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ธุรกิจค้าปลีกคือหนึ่งในสมรภูมิที่ได้รับผลกระทบจากการ Disruption อย่างเห็นได้ชัด การเกิดขึ้นของการค้าปลีกออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น IG, TikTok หรือแพลตฟอร์มของบริษัทเองและความแตกต่างทางพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละรุ่นชัดเจนมากขึ้นระหว่างเจน X, Y, Z และแม้แต่ในกลุ่มย่อยภายในแต่ละเจนเนอเรชัน
ปัจจัยเหล่านี้สร้างโจทย์ท้าทายให้กับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง แม็คยีนส์ เช่นเดียวกับเป็นโอกาสเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด สำหรับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่ยืนหยัดมานานถึงครึ่งศตวรรษ ที่วันนี้กำลังพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัวและเดินหน้าอย่างมั่นคง ด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เพียงรักษาฐานธุรกิจ แต่ยังสร้างอนาคตที่แตกต่างบนเส้นทางการเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับแถวหน้า

คุณแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพรวมการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของช่องทางออนไลน์ที่ถือว่าเข้ามาพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกอย่างชัดเจน
“การเกิดขึ้นของออนไลน์รีเทล ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ทำให้การช็อปปิ้งสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมขายตลอด 24 ชั่วโมง ประหยัดเวลา และยังมอบประสบการณ์ที่แทบไม่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดโอกาสการเติบโตอย่างมหาศาลสำหรับทุกแบรนด์ ผลที่จะตามมาเมื่อเราสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจออฟไลน์กับช่องทางใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แม้แต่แม็คยีนส์ก็ต้องให้ความสำคัญกับออนไลน์มากขึ้น ซึ่งขณะนี้คิดเป็นเกือบ 20% ของยอดขายรวม เราจึงเพิ่มบริการจัดส่งวันถัดไปให้ผู้บริโภค รวมถึงเร็วๆ นี้จะมีการทดสอบบริการจัดส่งในวันเดียวกันภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านศูนย์กระจายสินค้าและ Fulfillment Center ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจลูกค้าที่แตกต่างแต่ละกลุ่มอย่างถ่องแท้ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราสร้างฐานลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ คัดสรร และเพิ่มมูลค่าจนกลายเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำที่มียอดขายกว่า 4,000 ล้านบาท อีกทั้งยังพัฒนานวัตกรรมด้วยวัสดุใหม่ การขยายสินค้าประเภทใหม่ ช่องทางใหม่สำหรับการจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์กว่า 600 ร้าน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตอบโจท์ผู้บริโภคอย่างครอบคลุม”

แม้การขยายช่องทางขายเพื่อเสนอสินค้าให้ผู้บริโภคทำให้แบรนด์เข้าถึงคนไทยได้มากขึ้น และการสร้างธุรกิจออนไลน์ให้ส่วนแบ่งธุรกิจเพิ่มเป็นอย่างน้อย 30-40% ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นภารกิจเร่งรีบที่สำคัญ แต่
แม็คยีนส์ก็ยังมองเรื่องการรักษาฐานธุรกิจให้แข็งแรง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการเพิ่มไลน์สินค้าและบริการ โดยจะมีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์หลักด้วยวัสดุใหม่ สไตล์ใหม่ ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค พร้อมขยายไปยังประเภทใหม่ เช่น กระเป๋าสำหรับผู้หญิง ฯลฯ ที่เข้ากับสายผลิตภัณฑ์หลัก รวมถึงมองการขยายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ราคาไม่แพง และไลฟ์สไตล์ของ
แม็คยีนส์ไปยังตลาดที่นอกเหนือจากประเทศไทย พร้อมสร้างความแตกต่างด้วยการผสานเทคโนโลยีและความยั่งยืนเข้าไว้ในกลยุทธ์การเติบโต เพราะมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นของธุรกิจยุคใหม่

“ที่ผ่านมาธุรกิจออนไลน์ของเราเติบโตขึ้นเร็วมาก เราจึงเพิ่มศักยภาพด้วยสตูดิโอไลฟ์สตรีมมิ่ง, สตูดิโอถ่ายภาพภายในองค์กร และการเดินหน้าเต็มศักยภาพของคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าใหม่ของตัวเองที่สามารถเสนอบริการจัดส่งในวันถัดไปให้ผู้บริโภค และกำลังจะมีบริการจัดส่งภายในวันเดียวในเขตกรุงเทพฯ พร้อมเสริมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท ศูนย์ผลิต และทีมจัดหาวัสดุเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ปัจจุบันเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์ของเราถูกพัฒนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุรีไซเคิลและชิ้นส่วนที่ช่วยลดผลกระทบ เช่น ซิป กระดุม และรีเวท รวมถึงการทยอยปรับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นพลาสติกรีไซเคิล นอกจากนี้ บริษัทได้ริเริ่มโครงการลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ ผ่านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งที่สำนักงานใหญ่ คลังสินค้า และจุดขายต่างๆ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 450 กิโลวัตต์ชั่วโมง และในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นกว่า 23% ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”
อย่างไรก็ตาม คุณแมทธิวมองว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของแม็คยีนส์อยู่ที่ “ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเกิดขึ้นรอบตัว ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องปรับองค์กรและคนให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว
“สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือความสามารถขององค์กรในการเปลี่ยนผ่านให้เร็วกว่าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโมเดลธุรกิจ การพัฒนาสินค้าใหม่ หรือการใช้ดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริการ ถ้าเราทำได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงรอบตัว เราจะไม่เพียงแค่ก้าวข้ามผ่านความท้าทายได้ แต่สามารถใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นแรงผลักดันในการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต” คุณแมทธิว กล่าวทิ้งท้าย