แม้จะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย แต่กลยุทธ์มาร์เก็ตติ้งมิกซ์ที่เรียกว่า 4P ก็ยังคงเป็นรากฐานของการวางกลยุทธ์การตลาด เพื่อทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือการขายสินค้าได้
อย่างที่รู้กันว่า บนโลกการตลาดที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างในปัจจุบันนี้ การวางกลยุทธ์นี้ในรูปแบบเดิมๆ อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่นัก ทำให้เกิดกลยุทธ์ 4P ในมุมมองใหม่ ซึ่งก็คือการนำ 4P แบบดั้งเดิม (Product, Price, Place, Promotion) มาปรับใช้และพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น อาจต่อยอดไปสู่โมเดลอื่น เช่น 4C หรือ 7P เพื่อการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมมากขึ้น

การปรับมุมมอง 4P ให้เป็นแบบใหม่นั้น จะประกอบไปด้วย
Product ไม่ใช่แค่การพัฒนาสินค้า แต่คือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากมุมมองที่เปลี่ยนไป นั่นคือในมุมแบรนด์ หรือโปรดักต์ คนทำแบรนด์หรือโปรดักต์มักจะเริ่มต้นว่าทำยังไงให้สินค้าปัง เป็นที่ยอมรับได้ง่าย อาทิ ต้องมีหลายรสหลายขนาดให้เลือก, แพ็กเกจต้องสวยสะดุดตา, คุณภาพต้องดีสม่ำเสมอ แบรนด์ต้องแข็งแกร่งและต้องใช้ง่าย
แต่ในมุมลูกค้าที่มีเรื่องของ Needs & Wants เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งลูกค้าอาจคิดหรือมีมุมมองว่า สินค้านี้มันตอบโจทย์เขาหรือไม่ เช่น ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น ช่วยแก้ Pain Point หรือจุดเจ็บปวดให้เขาหรือไม่ ทำให้ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้า แต่ต้องการอะไรที่มากกว่านั้นดังที่กล่าวมาข้างต้น
Price หรือราคา ไม่ได้เน้นที่ราคาถูกหรือแพง แต่คือการกำหนดราคาที่สอดคล้องกับคุณค่า (Value) ที่ลูกค้าได้รับจากสินค้าและบริการนั้นๆ

เป็นการเปลี่ยนจาก Price มาสู่ Cost to the Customer หรือต้นทุนของลูกค้าแทน ซึ่งในมุมของแบรนด์หรือเจ้าของสินค้าที่มองแบบเดิมๆ จะมองว่า ราคาที่วางไว้จะสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่ หรือจะตั้งราคาอย่างไรให้เหมาะสมกับเงินที่ลูกค้ายอมที่จะควักออกมา
ส่วนในมุมมองของลูกค้านั้นจะมองเรื่องความคุ้มค่ากับเงินที่ควักออกมาจ่ายเป็นค่าสินค้า จึงต้องคำนึงถึงเรื่องของการนำเสนอความคุ้มค่า คุ้มราคาให้กับพวกเขาด้วย
Place ไม่ใช่แค่ช่องทางการจัดจำหน่าย แต่คือการเข้าถึง (Accessibility) ที่ง่ายและสะดวกสบายสำหรับลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ ที่ลูกค้าใช้งาน
มุมมองเดิมๆ ของแบรนด์จะมองว่า ใช้ช่องทางขายแบบไหนถึงจะเหมาะสมหรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยมองถึงการใช้ช่องทางขายที่ครอบคลุมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากที่สุด
แต่สำหรับในมุมลูกค้านั้นจะมองเรื่องของความง่ายในการเข้าถึงมากกว่า โดยมองว่าจะทำแบบไหนให้สามารถซื้อสินค้าตัวนั้นๆ ได้ง่ายสุด อาจจะเป็นการซื้อผ่านร้านคอนวีเนียนสโตร์หน้าปากซอย หรือการซื้อผ่านร้านค้าในช่องทางออนไลน์ ซึ่งอย่างไหนจะสะดวกสำหรับเขามากที่สุด
Promotion หรือการส่งเสริมการขาย ไม่ได้หมายถึงแค่โปรโมชัน แต่คือการสร้างประสบการณ์ (Experience) ที่น่าประทับใจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

ในมุมของแบรนด์นั้น P ตัวที่ 4 หรือโปรโมชันจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร เพื่อที่จะบอกลูกค้าว่าสินค้าของเราดี โดยมีเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การจัดรายการส่งเสริมการขาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั่นคือ การหยิบสินค้าออกจากเชลฟ์ไปใช้จริง
แต่สำหรับในมุมของลูกค้า เขาอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่เราสื่อสารออกมา โดยเฉพาะกับการใช้พรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง แต่อยากคุยกับเพื่อในโลกสังคมออนไลน์ของเขา เพื่อแลกเปลี่ยนหรือแชร์ประสบการณ์การใช้สินค้า รวมถึงอยากคุยกับเรา อยากได้การสื่อสารที่จริงใจมากกว่า
การเปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมองของการใช้กลยุทธ์ 4 P แบบใหม่นี้ เป็นการเปลี่ยนมุมจากเดิมที่เราขายอะไร ไปสู่ลูกค้าต้องการอะไร ซึ่งเมื่อเข้าใจความต้องการตรงนั้นจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ 4 P ในอดีต ถูกพัฒนาและต่อยอดออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
4C (Customer, Cost, Convenience, Communication) ที่ปรับมุมมองจากฝั่งธุรกิจเป็นฝั่งลูกค้า โดยเน้นที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
4E (Experience, Everyplace, Exchange, Evangelism) ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ การเข้าถึงทุกที่ การแลกเปลี่ยนที่สร้างคุณค่า และการบอกต่อของลูกค้า
และสุดท้าย คือ 7P (เพิ่ม People, Process, Physical Evidence) ที่เป็นการขยายจาก 4P โดยเพิ่มปัจจัยด้านผู้คน (People) ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการ (Process) การให้บริการ และหลักฐานทางกายภาพ (Physical Evidence) ที่สื่อถึงคุณภาพของสินค้าและบริการนั่นเอง....