ในตลาดน้ำอัดลมของบ้านเราที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 70,772 ล้านบาทนั้นจะมีช่องทางขายหลักๆ ผ่านร้านโชวห่วย โมเดิร์นเทรด รวมถึงร้านอาหารที่มีทั้งเชนและสตรีตฟู้ด ซึ่งเรียกช่องทางขายนี้ว่า FSR (Food Service and Restaurant)
แน่นอนว่า ช่องทางขายแต่ละช่องทางจะมีความสำคัญอยู่ในตัวของมัน เพราะเป็นการตอบโจทย์รูปแบบการดื่ม และ โอกาสในการดื่มที่แตกต่างกันออกไป โดยมีเรื่องของการใช้กลยุทธ์แพ็กไซซ์ที่หลากหลายของสินค้าเข้ามาเป็นตัวตอบโจทย์
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือช่องทาง FSR (Food Service and Restaurant) นี้ ถือเป็นอีก Big Occasion ในการขับเคลื่อน การเติบโตให้กับตลาดน้ำอัดลมของบ้านเรา ทั้งนี้ก็เพราะคนไทยนิยมดื่มน้ำอัดลมคู่กับมื้ออาหารมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้เล่น ในตลาดนี้ต่างยังคงให้ความสำคัญกับการทำตลาดในช่องทางดังกล่าว
ในแง่ของการเข้าไปขายในเชนร้านอาหารนั้น เป็นอีกสมรภูมิที่มีการแข่งขันเพื่อช่วงชิงเข้าไปเป็นเครื่องดื่มหลักในเชน ร้านอาหารนั้น อย่างในตลาดควิก เซอร์วิส เรสเทอรองท์ โค้กจะเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับร้านแมคโดนัลด์ ขณะที่เป๊ปซี่ จับมือกับเคเอฟซี ซึ่งที่ผ่านมาทั้งโค้กและเป๊ปซี่ ต่างพยายามช่วงชิงเชนร้านอาหารชื่อดังเพื่อเข้าไปเป็นเครื่องดื่มหลัก เพราะ น้ำอัดลมถือเป็นเครื่องดื่มแรกๆ ที่ลูกค้าจะเลือกดื่มคู่กับอาหารโดยเฉพาะอาหารรสจัดทั้งหลาย

แม้จะมีต้นทุนในการนำสินค้าเข้าไปวางขายค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ได้กลับมาน่าจะส่งผลดีต่อแบรนด์โดยตรง เพราะ ไม่ใช่แค่การเป็นตัวช่วยในการเพิ่มยอดขายจากรูปแบบการดื่มใหม่ๆ นอกเหนือจากการขายในช่องทางร้านค้าปลีกแบบเดิม แล้ว สิ่งที่ได้กลับมายังมีเรื่องของ Brand Visibility ที่เมื่อหักกลบหนี้จากเรื่องของต้นทุนการขาย และต้นทุนการตลาดแล้ว แม้จะมีมาร์จิ้นจากการขายไม่มาก แต่ก็ได้รีเทิร์นกลับมาในเรื่องของแบรนด์ค่อนข้างดี
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างโค้กและเป๊ปซี่ ต่างมีแนวคิดในการทำตลาดที่แทบไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกับเรื่องของการ ผลักดันสินค้าให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ แม้ในบางโอกาส สินค้าอาจจะเข้าไม่ถึงลูกค้า แต่ก็ต้องเห็นแบรนด์ในทุกที่ เรื่อง ของ Brand Visibility จึงเป็นเรื่องอันดับต้นๆ ที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญ
จึงไม่แปลกใจที่แม้จะมีต้นทุนในการขายค่อนข้างสูง แต่ทั้งโค้กและเป๊ปซี่พร้อมที่จะทุ่มเพื่อให้สามารถเข้าไปขายใน เชนร้านดังให้ได้ เพราะมีเรื่องของต้นทุนการตลาดมาช่วยหักกลบในส่วนของต้นทุนขายนั่นเอง
ไม่เพียงแค่เชนร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพยายามในการเข้าไปในร้านอาหารที่เป็นสตรีทฟู้ด ซึ่งกลายเป็น อีกหนึ่งไฮไลต์ของการแข่งขันในช่วงที่ผ่านมา เพราะทั้งเป๊ปซี่และโค้กต่างเข้าไปช่วงชิงความได้เปรียบ ด้วยการจับมือกับพันธ มิตรที่เป็นแฟรนไชส์ร้านอาหารสตรีตฟู้ดชื่อดัง เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางขาย

เช่นเดียวกับเอสโคล่า ของค่ายไทยเบฟ ที่ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวแคมเปญ “ขอเอสขวดพี่” แคมเปญสื่อสารการตลาดที่มาพร้อมเพลงจิงเกิลสนุกๆ สร้างการจดจำและเรียกหาเอสเป็นเครื่องดื่มคู่มื้ออาหาร พร้อมเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ตัวตึงอย่าง ตั้ม-วราวุธ โพธิ์ยิ้ม หรือตั้ม The Star ที่จะนำทัพยกขบวนบุกไปสร้างสีสันในย่านที่เป็น Strategic Area ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 1,000 ร้านค้า
แคมเปญ “ขอเอสขวดพี่” เป็นแคมเปญการตลาดที่เน้นโฟกัสมาที่ช่องทาง FSR โดยจะใช้ Music Jingle เป็น Main Asset เพื่อทำให้ “ขอเอสขวดพี่” กลายเป็นประโยคที่ติดปากผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการระบุแบรนด์อย่างชัดเจนในการสั่งเครื่อง ดื่มกับร้านค้า
โดยแคมเปญ “ขอเอสขวดพี่” เอสมุ่งเน้นสื่อสารตอกย้ำความ Awesome ในรสชาติของเอส โคล่าใน Occasion คู่มื้อ อาหาร ซึ่งพรีเซ็นเตอร์อย่าง “ตั้ม-วราวุธ” ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความ Awesome, สนุกสนาน, มีความสามารถด้านดนตรี สื่อสาร จิงเกิลสนุกๆ ของแคมเปญนี้ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว อีกทั้งตั้มยังเป็นคนที่ชอบกินอาหาร และมีรายการอาหารเป็นของ ตัวเองอีกด้วย สามารถสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ได้ค่อนข้างดี

การทำแคมเปญ “ขอเอสขวดพี่” ในครั้งนั้นจึงเป็นเสมือนกับการสร้างการ Pull Out สินค้าออกจากร้าน ขณะเดียวกัน ในแง่ของการ Push หรือผลักดันสินค้าเข้าร้านนั้น การมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของเอส โคล่านั้นน่าจะมีส่วนเข้ามาช่วย ในการทำให้สินค้าถูกผลักดันเข้าร้านค้าครอบคลุมทุกพื้นที่เป้าหมาย โดยเอส โคล่ามีเครือข่ายจัดจำหน่ายของทั้ง TBL หรือ ไทยเบฟ โลจิสติกส์ และเสริมสุข บริษัทในเครือของไทยเบฟเข้ามาเป็นตัวช่วยในการกระจายสินค้า
โดยเฉพาะกับตัวเสริมสุขที่ถือว่าทำตลาดในช่องทาง Food Service and Restaurant มานาน จนมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีคอนเนคชันที่ดีกับร้านค้ามาอย่างยาวนาน จึงน่าจะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการรุกตลาดครั้งนี้ของเอส
ถือเป็นอีกสีสันในการเข้ามาชิงพื้นที่ในช่องทางขาย FSR (Food Service and Restaurant) จนทำให้กลายเป็นพื้นที่ ของการแข่งขันที่รุนแรงในช่วงที่ผ่านมาก็ว่าได้...