ตลาดโคขุนไทยกับความเข้าใจที่ผิด
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแหล่งผลิตโคเนื้อคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับอยู่ 2 แห่ง คือ
1. สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร หรือที่รู้จักกันในชื่อ Thai-French Beef
สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ก่อตั้งเมื่อ 3 มิถุนายน 2523 สืบเนื่องจากการส่งเสริมอาชีพ การเลี้ยงโคของเกษตรกรในเขตจังหวัดสกลนคร และนครพนม ของ กรป.กลาง (ซึ่งปัจจุบันคือหน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนา) อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ ศูนย์ส่งเสริมการขยายพันธุ์สัตว์ กรป.กลาง ให้การสนับสนุนด้านการผสมเทียมโค บุคลากร และน้ำเชื้อ โคพ่อพันธุ์ เนื้อจากต่างประเทศ, รัฐบาลฝรั่งเศสให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ทุนการศึกษาอบรมแก่เจ้าหน้าที่ไทย ไปฝึกอบรมในประเทศฝรั่งเศส ด้านการผลิตเนื้อ การตัดเนื้อ การผสมเทียม ผลิตเมล็ดพืช อาหารสัตว์ การบริหารระบบสหกรณ์, รัฐบาลออสเตรเลีย และเยอรมนีให้การสนับสนุน อุปกรณ์ห้องเย็นบ่มซาก
เนื้อโคขุนโพนยางคำ หรือเนื้อไทยเฟรนซ์ Thai-French Beef จึงถือเป็นแบรนด์เนื้อพรีเมียมรายแรกๆของเมืองไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดเนื้อโคขุนคุณภาพ เพราะผลิตจากโคลูกผสมสายเลือด Charolais, Limousin, Simmental ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เพื่อระบุการเกิด การเลี้ยง เจ้าของ ฯลฯ ด้วยระบบ RFID ตามหลักสากล และเลี้ยงด้วยหญ้าสด ฟางข้าว และอาหารผสมสูตรของสหกรณ์ที่ปลอดภัย ปราศจากสารเร่งการเจริญเติบโต และสารปฏิชีวนะทุกชนิด รวมถึงยังมีระบบการควบคุมป้องกันโรค เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย โรคคอบวม รวมทั้งโรคจากพยาธิต่างๆ
2. สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หรือ Ku Beef
จุดเริ่มต้นของ Ku Beef นั้น เริ่มจากทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ต้องการปรับปรุงสายพันธุ์โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนให้มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศจึงได้จัดตั้งโครงการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา ซึ่งจากการทำงานพบว่า โดยเฉลี่ยในเพศผู้ 100 ตัวจะสามารถทำเป็นพ่อพันธุ์ได้เพียง 20 ตัวเท่านั้น จึงเกิดปัญหาว่าโคที่เหลือจะไปทำอะไร ทางมหาวิทยาลัยจึงได้หาทางออกด้วยการจัดตั้งเป็นสหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2536 เพื่อเปิดรับสมาชิก และไว้สำหรับการรับซื้อโคเพื่อแปรรูปและจำหน่ายต่อไป
จุดเด่นของโคพันธุ์กำแพงแสน ก็คือ เป็นการผสมของโค 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์พื้นเมืองไทย, บราห์มันและพันธุ์ชาโรเลส์มาผสมกัน โดยดึงเอาข้อดีของแต่ละสายพันธุ์มารวมกัน
โคพันธุ์ไทยพื้นเมือง มีจุดเด่น คือ ทนร้อน เลี้ยงลูกเก่ง ให้ลูกมาก หรือมีความสมบูรณ์พันธุ์ แต่ก็มีข้อเสีย คือ โครงสร้างเล็กอัตราการเจริญเติบโตช้า
โคพันธุ์บราห์มัน มีจุดเด่นคือ โครงสร้างใหญ่
โคพันธุ์ชาโรเลส์ มีจุดเด่นคือ มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีลักษณะของการเป็นโคเนื้อมากก็คือมัดกล้ามเนื้อที่ดีมาก
ทุกวันนี้นอกจากการทำหน้าที่เป็นองค์ความรู้ ส่งมอบความรู้ให้กับเกษตรกร แล้วควบคุมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดเลือกอาหาร, การตอน, การกำหนดอายุวัวรวมไปถึงน้ำหนักก่อนเชือดให้ได้ตามมาตรฐานของสหกรณ์
จนถึงวันนี้ วัวกำแพงแสนได้มีการพัฒนาสายพันธุ์จนมาถึงรุ่นที่ 5 นั่นหมายถึงความนิ่งของสายพันธุ์ ถือว่ามั่นคงมากแล้ว ทำให้เรื่องการเจริญเติบโต โครงสร้างและสีของเนื้อมีคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องบอกว่าสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนต้องเรียนผิดเรียนถูกเรื่องการตลาดมาตลอด