Big Mountain Music Festival เริ่มต้นมาจากทาง GMM Show ต้องการที่จะจัดงาน Music Festival ของตนเองขึ้นมาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมบันเทิง แต่ GMM Show ไม่ได้เป็นค่ายแรกที่เปิดตลาดเทศกาลดนตรี แต่กลับเป็นคลื่นวิทยุเล็กๆ เน้นเปิดเพลงอินดี้อย่าง Fat Radio ที่จัดงาน Fat Festival ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีที่รวมศิลปินทั้งในและนอกกระแสที่โรงงานยาสูบเก่ามาตั้งแต่ปี 2544
ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม Senior Executive Vice President - Showbiz GMM Show บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนความว่า ตอนนั้น GMM Show อยากทํา Music Festival เพราะไม่เคยทํามาก่อน บวกกับตนเองก็มีประสบการณ์ทํา Music Festival มาจึงเริ่มคิดโปรเจ็คนี้ขึ้นมา
“จุดเริ่มต้นที่กลายเป็น Big Mountain Music Festival เราคุยกันว่า ถ้าเราจะทํา Music Festival มันจะออกมาเป็นอย่างไรดี หลักๆ เลยก็คือ ในปีที่ Big Mountain Music Festival เริ่มต้น มันมีเทศกาลดนตรีที่จัดในบ้านเราอยู่จํานวนหนึ่งแล้ว ในมุมการตลาดเราก็ต้องคิดแหละว่า โอ้โห เรามาทีหลัง ทําอย่างไรมันถึงจะเกิด พูดง่ายๆ มันไม่เหมือนตอนที่เราทํา Fat Fest ซึ่งตอนบ้านเรามันยังไม่มี Music Festival มันเลยเป็น Music Festival ที่ทําอย่างไรก็ได้เพราะมันไม่มีตัวเปรียบเทียบ ทําอะไรก็ถูกไปหมด บวกกับด้วยตอนที่ทํา Fat Festival ผมอยู่ Fat Radio มันเป็นบริษัทเล็กๆ ดังนั้นมันก็ทําในแบบ Scale เล็กให้เหมาะสมกับขนาดของบริษัท
แต่พอเป็น GMM Show เรามีศักยภาพที่จะทําอะไรได้มากกว่าที่เคย บวกกับตลาดมีคนทําอยู่แล้ว มันก็เลยกลับมาที่ 2 ข้อ ตอนนั้นผมมองว่ามาทีหลังจะทําให้เกิดก็มี 2 ทาง ทางหนึ่งทําให้ดีกว่าทาง อีกทางหนึ่งทําให้ใหญ่กว่า ซึ่งทําให้ดีกว่ามันวัดยาก มันดีกว่าสําหรับใคร แล้วอะไรคือดีกว่า มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะตอบตรงกัน แต่ถ้าใหญ่กว่าผมรู้สึกว่า KPI มันค่อนข้างง่าย ใหญ่กว่าก็คือใหญ่กว่า ขนาดใหญ่กว่า พื้นที่เยอะกว่า ศิลปินเยอะกว่า แล้วมันก็สอดคล้องกับความเป็นองค์กรใหญ่แบบแกรมมี่ด้วย เราก็เลยเดินไปในทิศทางที่ใหญ่กว่า”
พอได้เป้าหมาย ทิศทางที่จะทําเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โจทย์ต่อมาก็คือ ศิลปินต้องเยอะเพราะว่าเทศกาลดนตรีอย่างไรแล้ว คนก็ตั้งใจมาดูดนตรี
มื่อกำหนดศิลปินว่าต้องมีเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ เวทีที่รองรับต้องมีมากขึ้นตามไปด้วย ณ เวลานั้นที่ประชุมได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะมีเวทีการแสดงทั้งสิ้น 7 เวที ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนศิลปินอยู่ดี
“เราวางไว้ที่ 7 เวที เล่นหนึ่งวันได้จํานวนเท่านี้ ซึ่งยังไม่พอ ทางออกก็คือเบิ้ลเป็น 2 วันเลย พอเป็น 2 วันมันก็จะต้องกลายเป็น Camping Festival ก็ต้องมีพื้นที่ให้คนสามารถมาแคมป์ปิ้งนอนในงานได้ หรือต้องเลือกจัดในพื้นที่ที่มีที่พักมากพอ ถ้าเกิดใครที่ไม่สะดวกนอนแคมป์ปิ้งในงานเขาก็ต้องมีห้องพัก มีโรงแรมให้เลือกหลากหลาย มันก็เลยไปจบที่เขาใหญ่
ตอนนั้นเราเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนกรุงเทพ ดังนั้นก็ต้องเอาจุดที่คนกรุงเทพเดินทางไปไม่ไกลมาก แล้วก็ลูกค้าจากจังหวัดอื่นๆ ก็สามารถเดินทางมาได้สะดวก เขาใหญ่ก็เป็น Destination ที่ Popular ในระดับนึง มันก็เลยกลายเป็นงาน 2 วัน จัดที่เขาใหญ่เป็น Camping Festival”

ทีมงานพยายามคิดต่อไปว่าคนมางาน Camping Festival 2 วัน เขาต้องการอะไรบ้าง?
เดินเยอะต้องเมื่อย...จัดโซนนวดเท้าให้
ถ่ายรูปเยอะแบตหมด...จัดโซนชาร์จแบตให้
ฟังเพลงทั้งวันหิว...จัดโซนอาหารให้
เรียกว่ากิจกรรมในงานทั้งหมดคิดตามฟังก์ชั่น และค่อยๆ กระเถิบไปเรื่อยๆ จนเป็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
“Big Mountain Music Festival ทั้งหมดทั้งปวงมันเกิดจากคําเดียวเลย คือเราจะทําเทศกาลเพลงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถามทําไมต้องใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็เพราะว่าเรามาทีหลัง”
เมื่อถูกถามถึงว่าจัดงานเทศกาลดนตรีครั้งแรก แต่ตั้งชื่องานที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีเลย ถือว่าเสี่ยงหรือไม่?
ป๋าเต็ด อธิบายว่า ส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องการตั้งชื่อจําเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าเสมอไป
“สําหรับผมแล้วการตั้งชื่อที่ดีคือชื่อที่จําง่าย ความหมายไม่ต้องตรง แต่ความรู้สึกต้องตรง สมมุติชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกับความหมาย แบรนด์ดัง ๆ ทั้งหลาย เราแทบไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวข้องกับความหมายของโปรดักต์ที่ขายอย่างไร มันไม่จําเป็นต้องแบบฉันทําร้านขนมแล้วชื่อร้านต้องเป็นขนม
สองคือเรื่องความรู้สึก หมายความว่าชื่อนี้มันควรให้ความรู้สึกว่าไม่หลุดออกไป เช่น งานเรามันเป็นงานรื่นเริง แล้วก็เป็นงานใหญ่ที่สุด เราวางตัวเป็นการดนตรีที่ใหญ่ที่สุด ชื่อมันไม่ควรจะนอบน้อม ชื่อมันไม่ควรจะฟังดูแล้วเล็ก ชื่อมันควรฟังดูแล้วใหญ่
ตอนแรกผมจะใช้ชื่อเขาใหญ่ มิวสิคเฟสติวัลด้วยซ้ำไป วยความที่รู้สึกว่าจําง่าย รู้เลยว่าเป็นงานที่เขาใหญ่ แต่ว่าเราก็คิดไปข้างหน้าว่า วันหนึ่งมันอาจจะไม่ได้มีแค่คนไทยที่ไปงานของเรา ดังนั้นตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษดีกว่า แล้วก็เลยแปลมันตรงตัวเลยว่า Big Mountain”
ป๋าเต็ด เล่าเพิ่มเติมว่า พอถึงขั้นตอนการวางผังงาน ตอนมองลงไปที่ผังงาน ตนเองก็อุทานขึ้นมาในใจว่า โอ้โห...มันใหญ่มาก เพราะมันใหญ่จริงๆ ในตอนนั้นในเมืองไทยก็ไม่เคยมีใครจัดงานใหญ่ขนาดนี้ เลยรู้สึกว่าอันนี้มันเป็นสโลแกนได้เลย

งาน Big Mountain Music Festival ครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2009 และก็มีการจัดงานครั้งที่ 2 ในช่วงปลายปีเดียวกัน
“พอเป็นงานกลางแจ้งไม่จัดต้นปีก็ท้ายปี เพราะกลางปีมันเป็นหน้าฝน คราวนี้เนี่ยเราเตรียมงานก่อนหน้านั้น 1 ปีเต็มๆ แล้วเริ่มที่ต้นปีซึ่งประสบความสําเร็จอย่างมาก เราก็เลยคิดว่าครั้งที่ 2 ไหนๆ แล้ว เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้นปีกับท้ายปีช่วงเวลาไหนดีกว่ากัน ก็เลยลองจัดท้ายปี ทําให้ปีแรกมี Big Mountain Music Festival 2 ครั้ง ถามว่าต้นปีกับท้ายปี อันไหนดีกว่ากัน จริงๆ แล้วใกล้เคียงกันมาก อากาศมันไม่ต่างกัน แต่ว่ามันจบตรงที่ว่า ถ้าเราเลือกต้นปีจะไปใกล้กับงานอื่นเกินไปก็เลยไปจบลงที่ว่าเอาท้ายปีเลยก็แล้วกัน ก็เลยเป็นที่มาของการจัดงานในช่วงวัดหยุดสุดสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมมาตลอด”
อีกหนึ่งความบังเอิญที่น่าสนใจก็คือ มาสคอต “พี่วัว”
ป๋าเต็ดเล่าว่า วันที่ไปสำรวจสถานที่มีโอกาสได้แวะกินโชคชัยสเต็กเฮ้าส์ ซึ่งในร้านมีรูปกราฟิก Butcher Diagram หรือเนื้อวัวส่วนตัดโชว์อยู่ ซึ่งทันทีที่เห็นก็นึกอะไรได้ 2 ข้อ ข้อแรกคือปากช่องเป็นเมืองสเต็ก ใครมาที่นี่ก็ต้องกินสเต็กหรือไม่ก็ซื้อนมกิน ข้อ 2 คือภาพอินโฟกราฟิกที่แยกส่วนเนื้อให้ความรู้สึกเหมือนงาน Art ยุค 60S หรือยุคฮิปปี้ และอิทธิพลหนึ่งที่สําคัญมากของการทํา Big Mountain Music Festival คืองานเทศกาลดนตรียุค 60S อย่าง Woodstock
“พอเราเห็นภาพก็ชอบ และคิดว่าน่าจะเอามาเป็นโลโก้งานได้เพราะว่านึกถึงปากช่องนึกถึงวัว ณ วันนั้นนะครับ ตามประสาคนที่แบบไม่ได้ไปปากช่องบ่อย เราก็ไม่ได้ลึกลึกซึ้งอะไรเรื่องปากช่องมากนัก รู้แค่ว่านึกถึงปากช่องนึกถึงวัว ก็พอกลับมาแล้วก็มาปรีฟทีมดีไซเนอร์ของเราว่าอยากให้มันความรู้สึกเหมือนฮิปปี้ๆ หน่อย เพราะมันเป็นยุคเริ่มต้นของ Music Festival จนออกมาเป็นโลโก้ที่ใช้ บวกกับตอนที่ออกแบบเวทีตั้งแต่ครั้งที่หนึ่ง เราอยากให้เวทีของเรามีเอกลักษณ์เป็นที่จดจํา เราไม่อยากให้ เวทีของเราหน้าตาเหมือนเวทีคอนเสิร์ตทั่วไป ดีไซน์เนอร์ก็เลยออกแบบเป็นเวทีวัวที่มีวัวตัวเบ้อเร่อเลยยืนอยู่ข้างหลัง ศิลปินเป็นแบ็กดรอปที่สร้างเป็นหุ่นยนต์ขึ้นมา ผมจําความสูงไม่ได้รู้แต่ว่าสูงมากๆ
ก็เลยทําให้เวลานึกถึง Big Mountain ส่วนใหญ่จะนึกถึงวัว ซึ่งทุกวันนี้เป็นยุคที่เราใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสาร ก็ต้องมีแอดมิน แอดมินของเราก็เลยกลายเป็นพี่วัวที่ทุกคนจดจําได้ ใครเข้ามาในโซเชียลมีเดียของเราก็ถามหาพี่วัว พี่วัวก็จะเป็นคนที่คอยสื่อสาร สมัยก่อนคนสื่อสารคือผมเองเลย”

ถ้านับตามปีปีนี้ถือเป็นปีที่ 15 ของเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ป๋าเต็ดเล่าพัฒนาการของ Big Mountain ให้ฟังว่า พัฒนาการของงานหลายๆ อย่าง เกิดมาจากการเรียนรู้จากพฤติกรรมของผู้คนที่มางานตั้งตั้งแต่ปีแรก ยกตัวเช่น ทีมงานมีการทำถนนลาดยางอย่างดีให้คนที่มางานเดิน แต่พอคนเข้ามาจริงๆ ก็ไม่ได้เดินตามถนน คนไม่เดินเพราะว่าเขาเดินบนหญ้าแล้วนุ่มเท้า
“มันเหมือนกับเวลาเราไปที่ไหนแล้วเราเห็นสนามหญ้ากับถนน คนก็เลือกเดินสนามหญ้าจนต้องมีป้ายติดเอาไว้ว่าห้ามเดินลัดสนาม มันเป็นเรื่องพฤติกรรมปกติของมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์คนไทยด้วย เราไม่ได้โกรธ แต่เรามานั่งคิด และเรียนรู้ว่าการทํางานดนตรีมันไม่ใช่การดีไซน์แล้วบังคับให้คนหมู่มากทําตาม แต่เราต้องดีไซน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของเขามากกว่า
นี่คือตัวอย่างที่เป็นเป็นจุดสําคัญ คือเราปรับงานของเราทั้งในเรื่องผังงานทั้งในเรื่องของฟังก์ชันต่างต่างในงาน ทั้งในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไปตามพฤติกรรมของคนดูในงานของเรา ทุกวันนี้เวลาจะเริ่มจัดงานจุดแรกที่เราดูก่อนเลยคือ ดูร่มเงาทั้งหลาย เพราะคือจุดที่คนมาถึงเขาจะเดินไปที่ร่มเงานั้นก่อน เขาอาจจะไปนั่งพักหลบร้อนก่อน ก่อนที่พระอาทิตย์จะตก หรือเขาอาจจะใช้เป็นจุดที่ปักหลัก เพื่อที่จะดูคอนเสิร์ตดูเวทีจากจุดนั้น แล้วเราก็จะจินตนาการไปว่าถ้ามีคน 20,000 - 40,000 คนเข้ามาในงาน เขาจะใช้ชีวิตอย่างไรแล้วเราจงดีไซน์ผังงานของเราให้มันสอดคล้อง”
ป๋าเต็ด เล่าเกร็ดความรู้เพิ่มเติมว่า ช่วงที่งานเริ่มได้รับความนิยม ตนเองเคยมีความคิดที่จะอัพเกรดงานไปเป็น International Music Festival แต่ระหว่างทางที่ทําก็พบว่า อุตสาหกรรมดนตรีบ้านเราเดินด้วยเพลงไทย เพราะคนชอบฟังเพลงไทยซึ่งแตกต่างกับหลายๆ ประเทศ
“ผมเคยชวนเพื่อนๆ เป็นนักจัด Music Festival จากเกาหลี จากญี่ปุ่น ที่จัดงานใหญ่ระดับ Summer Sonic มาดูงานของเรา เขามาดูแล้วก็ทึ่งมาก โดยเฉพาะคนเกาหลี เขาบอกว่าถ้าเป็นที่เกาหลี การจัดเทศกาลดนตรีที่มีแต่ศิลปินท้องถิ่นไม่มีทางที่จะมีคนเยอะเท่ากับงานบ้านเรา มันแปลว่าสิ่งที่มันเป็นจุดแข็งแรงมากเนี่ย คือตลาดเพลง local บ้านเรามันใหญ่พอที่เราดูกันเองฟังกันเองธุรกิจนี้ก็เติบโตได้
ซึ่งสอดคล้องกันกับสิ่งที่ Big Mountain เป็น คือเราไม่จําเป็นต้องโตขึ้นไปเป็น International Music Festival แต่มันควรโตขึ้นมาเป็น Local Music Festival นี่แหละ แต่มีคุณภาพและมาตรฐานเทียบเท่ากับเทศกาลลงทุนในระดับโลก นั่นคือทิศทางที่เราพัฒนาไป”

อีกเรื่องที่ทําให้ป๋าเต็ดเปลี่ยนใจก็คือ กําแพงราคาบัตร
ป๋าเต็ดอธิบายว่าราคาบัตรงานที่ขายตอนนี้คือเฉลี่ยไม่เกิน 2,000 บาท ถือว่าถูกมากกับการได้ดูศิลปิน 100 คน แบบ 2 วัน 2 คืน
“ถ้าเราขยับขึ้นไปเป็นใบละ 4,000 บาท เพื่อที่จะได้มีงบไปจ้างวงจากต่างประเทศมา เพื่อจะให้งานเราเป็น International ในทาง Marketing มันไม่ควรทำ มันเหมือนแบบเราย้ายตลาดแบบกระโดดข้ามไปเลย ลูกค้าของเราอาจจะไม่ได้ตามไปด้วยทุกคน สู้เราแยกทํา International Music Festival ไปเป็นงานใหม่เลยดีกว่าแล้วเริ่มต้นจากศูนย์เลย เริ่มต้นในองค์ประกอบทุกอย่างที่ที่เหมาะสมทั้งในแง่ต้นทุน และก็ราคา นี่คือสิ่งที่เรามอง เรียกว่าเปลี่ยนใจแล้วก็มามุ่งพัฒนาให้ Big Mountain เป็นเทศกาลดนตรีท้องถิ่นมาตรฐานโลก
ซึ่ง ณ วันนี้มันถึงจุดนั้นหรือยัง ก็ต้องบอกว่ายัง แต่ว่าเรายังพัฒนาไปเรื่อยๆ เราค่อนข้างละเอียดกับเรื่องพวกนี้มาก เราทําข้อมูลเรา ทําวิจัยทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนเข้างานระหว่างงานหลังงาน เพื่อที่จะทําความเข้าใจว่าสิ่งที่เราทําอยู่นั้นลูกค้าของเราชอบ ไม่ชอบอะไร อยากให้เราปรับปรุงอะไร ข้อมูลตรงนี้เป็นเป็นจุดแข็งของทีม GMM Show ด้วยนะครับ ในการที่นํามาใช้ปรับปรุงงานของเรา ไม่ใช่เฉพาะ Big Mountain”
ปัจจุบันนี้ป๋าเต็ดเองก็ขยับขึ้นไปดูในภาพรวมของ GMM Show โดยปล่อยให้ทีมงานของบริษัทลูก 4 บริษัท คือ Gfest, ALL AREA, GAYRAY และ IDEA FACT เป็นคนรันงานตามธีมในแต่ละงาน ซึ่งงาน Big Mountain นี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ค่าย GAYRAY ที่มีป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ Vice President-Showbiz Promoter บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งาน
ป่านแก้ว เล่าให้ฟังว่าตนเองเริ่มเข้ามาช่วยทำ Big Mountain ตั้งแต่ปีที่ 3 ของการจัดงาน ซึ่งความท้าทายในตอนนั้นก็คือ ยังถือเป็นช่วงเริ่มต้นที่งานยังไม่นิ่ง ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
“Big Mountain มันจะเป็นเรื่องที่เราแคร์ประสบการณ์คนดูมากขึ้น ปีแรกๆ เราอาจจะสนุกกับการทํานู่น ทํานี่ เรื่องประสบการณ์คนดู บางทีมันก็จะเกิดขึ้นทีหลัง คิดไปก่อนว่าเราจัดโปรแกรมแบบนี้ วางเวทีแบบนี้มันสนุกดี แต่เรื่องห้องน้ำ เรื่องฟังก์ชั่น เรื่องการจราจร อะไรพวกนี้มันจะมาทีหลังเสมอ แต่ยุคปัจจุบันเราต้องคิดถึงสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันต้องทําควบคู่กันไป เราให้ความสําคัญกับประสบการณ์คนดูพอๆ กับไอเดียและความสนุกสนาน
ตลอดระยะเวลา 15 ปี สิ่งที่เรายังรักษาไว้ก็คือ เรื่องไอเดีย ความสนุกสนาน ความเกรียน ความอะไร ทั้งหลาย ความกวนของ Big Mountain ยังอยู่ แต่สิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในทุกวันนี้คือ เรื่องการส่งมอบประสบการณ์ให้คนดู”

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ป่านแก้ว ยกตัวอย่างการจัด Master Plan ซึ่งมีคนบอกว่า Big Mountain เปลี่ยนทุกปี
“มีคนเคยบอกว่า Big Mountain เปลี่ยนเวทีทุกปีเลยแปลนไม่ซ้ำจำไม่ได้ แต่เหตุผลมันมาจากการวางแปลน เราต้องคํานึงถึงเรื่องคนดูว่าเขาจะเดินอย่างไร เข้าห้องน้ำตรงไหน ร้านอาหารที่ใกล้ที่สุดของเขาคือตรงไหน รวมไปจนถึงเสียงที่ออกมาจากหน้าเวทีทั้ง 2 ฝั่ง จะมาตีกันขนาดไหน
สิ่งที่เราต้องคํานึงถึงไม่ใช่แค่เรื่องว่าเอาอะไรวางตรงไหนก็ได้ หรือทําเวทีให้มันสวยงามแล้วจบ ไม่ใช่แค่นั้นแต่มันเป็นเรื่องอื่นๆ ที่เราต้องคํานึงไปด้วย ตอนวางผังวางงานต้องคิดไปจนถึงการกําหนดบูธสปอนเซอร์ เช่นบูธสปอนเซอร์ที่เป็นเครื่องดื่มจะต้องอยู่ตรงไหนเพื่อให้คนดูออกไปซื้อง่ายขายคล่อง เพราะพาร์ทเนอร์ของเราที่เข้ามาร่วมงานเราก็ขายของได้ดีด้วย เราต้องคํานึงถึงหลายๆ อย่าง”
ป่านแก้ว ถึงแม้จะมีการวางแผนและเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ด้วยสเกลงานขนาดนี้ก็ยังต้องเผื่อไว้ถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้น เช่น เรื่องสภาพอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยากมาก แม้ว่าจะเลือกจัดงานในเดือนที่ไม่น่าจะมีฝนแล้วก็ตาม แต่งาน Big Mountain เคยเจอฝนถล่มในเดือนธันวาคมมาแล้ว
“Big Mountain เคยเจอฝนตกมามา 2 ปีด้วยกัน ครั้งแรกตอนที่อยู่โบนันซ่า ซึ่งเป็นปีที่ไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย เพราะว่าฝนไม่ค่อยตกเดือนธันวาคม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือฝนตกเย็นวันอาทิตย์ สิ่งที่ต้องทําก็คือเราเรียกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามมีตามเกิด เพราะเราไม่ได้เตรียมการว่าเราจะลองรับฝน Feedback ที่กลับมาในวันนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง แฟนๆ ก็บ่นว่าทําไมงานใหญ่ขนาดนี้ ถึงไม่มีการเตรียมการรับฝนตกเลย ซึ่งมันก็ยากอยู่กับการที่เราจะเอาอะไรไปคลุม หรือไปดูแลคนแบบ 50,000 คน บนพื้นที่ 500 ไร่ เพื่อให้เปียกฝนได้
พอหลังจากนั้นมันก็เป็นบทเรียนว่าโอเคมันมีสิ่งที่เราเตรียมการรับมือได้กับสิ่งที่เราเตรียมการรับมือไม่ได้ อันแรกก็คือเรารับมือได้ว่าให้การแสดงมันต้องดําเนินต่อไปได้ แล้วสุดท้ายแล้วก็คือคนจะยอมที่จะตากฝน หรือแม้กระทั่งเอาร่มมากางหรือเอาเสื้อกันฝนมาแล้วก็สนุกไปกับฝน เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกเวทีจะต้องมีหลังคากันฝน ถ้าฝนตกการแสดงยังต้องเล่นได้ ในขณะเดียวกันพื้นที่บางส่วนเราก็เตรียมรองรับเอาไว้ เช่นจัดในส่วนที่เป็นดินแน่น วางตําแหน่งของหน้าเวทีไม่ให้เป็นโคลน เพื่อให้คนดูยังยืน ยังเต้นได้ รวมไปจนถึงการแจ้งล่วงหน้าว่าให้คนดูเตรียมเสื้อกันฝนกับเตรียมรองเท้าบูทมาแล้วคุณจะสนุกต่อกับการแสดงของเรา ผลออกมามันก็คือคนก็แฮปปี้ ไม่บ่นละเรื่องฝนตก”

ทีมงานอยากรู้ว่าผ่านมา 15 ปี มีวิธีการอย่างไรที่ทำให้ Big Mountain ไม่เอ้าท์ หรือตกกระแส
กับเรื่องนี้ ป่านแก้ว กล่าวว่า Big Mountain จับกระแสหลักของคน โดยสิ่งที่พยายามทํามาตลอดก็คือเปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์กระแสดนตรี กระแสการแต่งตัว กระแสไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นสามารถเหมารวมมาใน Big Mountain ได้หมด ก็จะเห็นว่าบิ๊กเมาเท่น มีทั้งแบบบรรยากาศแบบคนมาตั้งใจมาแคมปิ้ง เอาเก้าอี้สนามดีๆ มา เอาทัมเบลอร์มาเอง หรือแม้กระทั่งมีคนที่อยากจะมาเต้นอยู่ที่เวทีหมอลํา เพราะว่าหมอลํามันกําลังเป็นกระแส
“3-4 ปีที่ผ่านมาเนี่ย เรารวมเพลงหมดทุกกระแส เพราะฉะนั้น Big Mountain เลยเรียกว่าครอบคลุมทั้งกระแส ทั้งเจนเนอเรชั่นที่หลากหลาย ไม่ว่าอะไรเราเอาหมดรวมไว้ได้หมดก็คือไม่พยายาม ตกเทรนด์ใดๆ ทั้งสิ้น”
ป่านแก้ว เล่าเพิ่มเติมมเกี่ยวกับการรักษาฐานลูกค้าเก่าที่เติบโตไปพร้อมกับ Big Mountain ว่า ด้วยความที่เทศกาลดนตรีนี้มีความหลากหลาย ทางทีมงานจึงต้องพยายามจัดโปรแกรมโชว์ให้หลากหลาย ส่วนคนที่เขาโตมากับ Big Mountain ในยุคแรกๆ ปัจจุบันก็ยังมีวงดนตรีหรือศิลปินที่เขาฟังซึ่งยัง Active และทำให้คนกลุ่มนี้ยังสนุกได้
“บางวงเรามีการคุยกันให้ทําเพลงที่มันแตกต่าง เช่นเล่นเป็นเพลงแจ๊สอะไรแบบนี้ เพราะเรามีเวทีระดับแมส เวทีย่อยที่ครอบคลุมทั้งหมด เรามีเวท T-Pop ที่เอาเด็กใหม่เติมเข้ามา มีเวที Retro ที่บางทีเราก็ยังดึงวงศิลปินเก่าๆ ที่ Active มาตั้งแต่ยุคดั้งเดิมก็ยังมีโอกาสที่จะได้ขึ้นโชว์ใน Big Mountain
เพราะฉะนั้นก็คือคนที่เคยมาตั้งแต่ปีแรกๆ วันนี้เขาอาจจะไม่ได้ไปอยู่ที่เวทีหลัก อาจจะไม่ได้ไปแคมป์ปิ้ง อาจจะไม่ได้มาดู Three Man Down หรือไททศมิตร แต่เขาก็ยังมีที่ลงของเขาอาจจะเป็นเวทีเล็กไปดูวงที่ชอบในสมัยนั้น เราก็แค่ปรับเปลี่ยนพื้นที่การแสดงให้มีพื้นที่ๆ เหมาะสมเท่านั้นเอง”
ด้วยความที่ GMM Show แต่ละปีมีการจัดเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ป่านแก้ว กล่าวว่าวีธีการที่จะทำให้แต่ละงานไม่แย่งลูกค้ากันเองนั้น การเลือกสถานที่จัดงานจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งทางทีมงานก็พยายามกระจายพื้นที่เพื่อแบ่งคนออกไป รวมถึงใช้แนวดนตรีเป็นตัวแบ่งตลาด
“งานไม่ใช่ต้องจัดเพื่อคนกรุงเทพ หรือคนเขาใหญ่อย่างเดียว ในขณะเดียวกันถ้าเราลงในในพื้นที่เดียวกันอย่างเขาใหญ่ ก็ยังสามารถ Segment ได้ เช่น Big Mountain คือเหมารวมหมด แต่ในขณะเดียวกันยังมีงานนั่งเล่นที่เป็นแบบไลฟ์สไตล์ มันก็เลยทําให้ทาร์เก็ตของแต่ละงานค่อนข้างจะทับกันน้อย เพราะว่าเราเลือกด้วยโลเคชั่นและเราเลือกด้วยเซ็กเมนต์ของกลุ่มเป้าหมาย”
Big Mountain ปีนี้จะมีการฉลองครบรอบ 15 ปี ของการจัดงาน ป่านแก้ว เล่าไฮไลท์ในปีนี้ให้ฟังว่า การเฉลิมฉลองในงานจะมีโชว์โดรนเพื่อฉลอง 15 ปี Big Mountain นอกจากนี้ยังมีการจัดวางไลน์อัพศิลปินทั้ง 7 เวทีเป็น 14 ธีมเพลง แยกตามวันเสาร์- อาทิตย์
“ปีนี้เราพยายามจัดโปรแกรมการแสดงให้คนไม่ต้องเดินเยอะมันจะกลายเป็น 14 เวทีที่วันเสาร์เรียกอย่างหนึ่ง วันอาทิตย์เรียกอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ มันคือ 7 เทวี เช่น เวทีชิงช้าสวรรค์ ปีนี้เราจะเรียกเวทีชิงช้าสวรรค์วันหนึ่ง และเรียกชิงช้านรกวันหนึ่ง โดยจัดโปรแกรมให้มันแตกต่างกัน วันหนึ่งก็อาจจะเป็นแบบเป็น Legend เช่น บอดี้สแลม, โปเตโต้ แต่อีกวันจะเป็นหน้าใหม่ขึ้นมาท้าชิงในเวทีชิงช้านรก เช่น เจฟซาเตอร์, นนท์ ธนนท์ หรือ Only Monday ก็จะได้ขึ้นที่เวทีชิงช้านรก
โปรแกรมที่วางถ้าชอบคุณ T-Pop ก็จะอยู่ที่เวทีนี้เวทีเดียวไม่ต้องเดินเยอะสะดวกสบายมากขึ้น หรือชอบชาวร็อคก็จะอยู่ที่เวทีร็อคเวทีเดียว แล้ว Gimmick ของเวทีวันเสาร์กับวันอาทิตย์ก็จะมีลูกเล่นนิดหน่อยเพื่อทําให้มันแตกต่างกัน รวมไปจนถึงปีนี้ก็จะมีเวทีใหม่ซึ่งจะมีศิลปินยอดนิยมมาเป็นคนดูแลโปรแกรมขึ้นโชว์ในเวทีนี้ ส่วนจำนวนศิลปินก็ประมาณ 120 ศิลปิน”

ปีนี้ทางทีมงานตั้งใจจะจำกัดคนเข้างานไว้ที่ประมาณ 55,000 คนไม่รวมทีมงาน โดยแยกเป็นการจำหน่ายบัตรประมาณ 50,000 ใบ และเป็นบัตร VIP และสปอนเซอร์ประมาณ 5,000 ใบ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 6-7 ธันวาคม ซึ่งในแต่ละปีงาน Big Mountain สามารถสร้างงานและรายได้ให้กับคนในพื้นที่มากกว่า 2,200 ล้านบาท โดยกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้องพัก, ขนส่ง, ร้านอาหาร, ร้านขายสินค้าของที่ระลึก ฯลฯ
เมื่อถูกถามถึงความท้าทายในการทำเทศกาลดนตรีนี้ให้ดีกว่าเดิม ป่านแก้ว กล่าวว่าด้วยความที่ Big Mountain เป็นแบรนด์ใหญ่และอยู่มานาน สิ่งที่ต้องทําต่อทุกวันเพื่อให้งานยังไปต่อได้เป็นเรื่องที่ต้องคิดหาจุดขายหรือหาแรงดึงดูดใจให้แบรนด์ยังอยู่ในเทรนด์ และเกาะกระแสอยู่กับวัยรุ่นได้
ส่วนป๋าเต็ดก็เสริมว่า อยากให้ Big Mountain เป็น Local Music Festival เป็นเทศกาลดนตรีที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเพลงไทยตลอดไป
“เราอยากให้คนได้เห็นศิลปินไทยที่ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือว่าคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหนซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ทุกคนต้องได้เห็นใน Big Mountain เรียกว่าคุณมางานเดียว คุณได้เห็นตั้งแต่ลําไย ไหทองคํา, ศิลปิน Hip Hop รุ่นใหม่ ยันศิลปินแนว World Music รวมตัวกันอยู่ในงานเดียวกัน แล้วทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้มาตรฐาน โลก หมายความว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นเทศกาลดนตรีท้องถิ่น แต่เราอยากให้มาตรฐานของเราทุกอย่าง ทั้งการจัดการงาน ทั้งประสบการณ์ของผู้คนในงานของเราได้รับประสบการณ์ที่ดีเทียบเท่ากับงานเทศกาลดนตรีระดับโลก เราเดิน เดินไปในทิศทางนั้น และเราเชื่อว่าเราใกล้เป้าหมายนั้นเข้าไปทุกที”
