BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
16,676
VIEWS

สองแบรนด์ สองบุคลิก กับวิธีคิดแบบ Global Thinking ถอดเบื้องหลังการสร้าง OH’ POLLY แบรนด์ใหม่จาก JIAN CHA

พ.ย. 12, 2568 N.Rotchana
แบรนด์ชาพรีเมียมในไทยกำลัง “ฟีเวอร์” จริงไหม? หรือทั้งหมดที่เราเห็น ยังมีไม่กี่แบรนด์ที่คิดจะเล่นเกม Global Brand อย่างแท้จริง
 
ในวันที่ร้านชาเปิดใหม่แทบทุกเดือน เมนูชานมไข่มุก ชาผลไม้ ชาใส เต็มไปหมด คำถามที่น่าสนใจกว่าอะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง “ร้านชา” กับ “แบรนด์ชา”?
 
BrandAge Online มีโอกาสได้พูดคุยกับ พอลลี่ เฮสันต์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Jian Cha และแบรนด์ใหม่ในเครืออย่าง OH’ POLLY ที่จะเล่าเรื่องราวของชาในมิติใหม่ วันนี้เราจะพาไปถอดวิธีคิดการสร้างแบรนด์ของ OH’ POLLY แบรนด์ที่ใช้ชาเป็นภาษาสื่อสารตัวตน และพร้อมจะไปตลาดต่างประเทศ
 
1. Story-Driven Brand ใช้ประวัติศาสตร์จริงเป็นแกนกลาง ไม่ใช่แค่พร็อปสวย ๆ
 
OH’ POLLY ไม่ได้เริ่มจากโจทย์ที่ว่า “ชานมกำลังบูม ทำแบรนด์ใหม่ไปเกาะเทรนด์กันเถอะ” แต่เริ่มจากถ้าจะสร้างแบรนด์ชาใหม่ให้ไปยืนในระดับโลก จุดยืนเรื่องราวของสิ่งนั้นคืออะไร?
 
พอลลี่ เล่าย้อนกลับไปหายุคที่ชาเดินทางจากเอเชียเข้าสู่ยุโรป ยุคที่ชาถูกเสิร์ฟในราชสำนัก เป็นเครื่องดื่มแห่งชนชั้นสูง และค่อย ๆ กลายเป็นวัฒนธรรม Afternoon Tea
 
“แรงบันดาลใจสำคัญของ OH’ POLLY มาจากเจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งโปรตุเกส ผู้ซึ่งนำวัฒนธรรมการดื่มชาเข้าสู่อังกฤษเมื่อสมรสกับเจ้าชายชาร์ลส์ เหตุการณ์เล็ก ๆ บนเส้นประวัติศาสตร์นี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมชาในยุโรป และทำให้ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการพบปะ สนทนา และการมีพื้นที่ของผู้หญิงในสังคม”
 
OH’ POLLY ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรัก ระหว่างเจ้าหญิงแคทเธอรีนและเจ้าชายชาร์ลส์ ที่ผสานทั้งความโรแมนติก ความประณีต และความงามแบบคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกันแบรนด์ก็เลือกใช้เรื่องราวนี้เป็นรากของแนวคิดการออกแบบทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อ สี โลโก้ ไปจนถึงเมนูและการตกแต่งร้าน
 
ในอีกมุมหนึ่ง OH’ POLLY ยังมองว่า ชาไม่ใช่แค่เทรนด์ของเครื่องดื่ม แต่คือวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พอลลี่เล่าว่า ชาเคยเป็นศูนย์กลางของสังคมยุโรปมานาน ก่อนจะถูกกาแฟเข้ามาแทนที่ในยุคหลัง การสร้าง OH’ POLLY จึงเปรียบเหมือนการปลุกวัฒนธรรมชาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ในแบบที่เข้ากับคนรุ่นใหม่ เข้าใจง่าย และมีสไตล์
 
แบรนด์จึงออกแบบชาให้ไม่ใช่แค่สิ่งที่ดื่ม แต่เป็นสิ่งที่ถือแล้วบอกตัวตน เล่าเรื่องราวของความชอบ ไลฟ์สไตล์ รสนิยมของคนดื่มได้ และถ่ายรูปสวยในเวลาเดียวกัน 
 
2. เป้า Global Brand ตั้งชื่อให้ไปได้ไกลตั้งแต่วันแรก
 
โลกของธุรกิจ ชื่อแบรนด์ไม่ใช่แค่สิ่งที่ใช้เรียกหรือจดจำ แต่เรียกว่าอาจเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดทิศทางของแบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของแบรนด์นั้นคือการไปยืนในเวทีโลก สำหรับ OH’ POLLY คือการรีแบรนด์ตัวตนของพอลลี่ให้กลายเป็นชื่อที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนทางภาษา เพราะการสร้างแบรนด์ที่มีเป้าหมายระดับโลก ไม่สามารถเริ่มต้นด้วยชื่อที่เรียกยาก หรือออกเสียงไม่ได้ พลอยจึงเลือกใช้ Polly เป็นชื่อที่จำง่าย เรียกสะดวก คนทั่วโลกคุ้นหู 
 
“จริง ๆ แล้วพลอยเป็นคนไทย 100% แต่ช่วงเริ่มทำแบรนด์เพื่อออกสู่ตลาดต่างประเทศ เราอยากให้คนต่างชาติจำชื่อเราได้ง่าย เวลาทำธุรกิจหรือพูดคุยกันจะได้ไม่ต้องอธิบายซ้ำ ๆ ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อให้เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยมีชื่อภาษาอังกฤษไว้ใช้เวลาติดต่อธุรกิจอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ต้องการให้เป็นชื่อที่ใช้ได้จริงในพาสปอร์ตและเอกสารทางธุรกิจทั้งหมด จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่ให้เข้ากัน”
 
พอลลี่เล่าต่อว่า “วัฒนธรรมของต่างชาติเวลาพูดชื่อ เขามักจะเรียกนามสกุลขึ้นต้นก่อนชื่อจริง ซึ่งนามสกุลเดิมของพลอยคืออังควิศาลพงศ์ มันค่อนข้างยาวและสะกดยาก เราเลยอยากให้ชื่อสั้น กระชับ และออกเสียงง่าย สุดท้ายจึงตั้งชื่อพอลลี่”
 
ส่วนคำว่า Oh’ ที่วางไว้ข้างหน้า เพื่อเพิ่มความเป็นกิมมิกให้กับแบรนด์ เหมือนเสียงอุทานเล็ก ๆ ที่คนพูดออกมาเมื่อเจอสิ่งที่น่าตื่นตา ตื่นใจ เมื่อรวมกันจึงกลายเป็นชื่อที่สั้น จำง่าย และมีน้ำเสียงที่จำได้ด้วยอารมณ์ ไม่ใช่แค่ด้วยสายตา
 
พอลลี่ เสริมว่า เธออยากให้ชื่อแบรนด์มีพลังแบบเดียวกับชื่อของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ที่เมื่อได้ยินแล้ว “เห็นภาพ” ทันทีว่าแบรนด์นี้เป็นใคร มีบุคลิกแบบไหน และให้ความรู้สึกอย่างไร “Polly” จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อเล่นของผู้ก่อตั้ง แต่ถูกตีความให้เป็น ตัวแทนของผู้หญิงยุโรป ผมบลอนด์ คลาสสิก แต่ก็เข้าถึงง่าย ไม่เย่อหยิ่ง และมีความเป็นธรรมชาติในแบบที่คนรุ่นใหม่รู้สึกใกล้ชิด
 
และเมื่อรวมกับคำว่า Atelier Tea ซึ่งเป็นคำที่มักใช้ในวงการแฟชั่น หมายถึง สตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าระดับกูตูร์ (Couture)” พอลลี่จึงตั้งใจใช้คำนี้เพื่อประกาศว่า “ชา” ในมุมมองของ OH’ POLLY ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ขายตามสูตรสำเร็จ แต่เป็นงานออกแบบที่เกิดจากความตั้งใจ คัดสรรใบชาเหมือนการเลือกผ้า วางสูตรเหมือนการวัดแพตเทิร์น และออกแบบเมนูเหมือนการเย็บชุดที่มีดีเทลเฉพาะตัว
 
เธอมองว่าแต่ละแก้วของชาควรมีเอกลักษณ์เหมือนกับแต่ละชุดของดีไซเนอร์ที่ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้องมีคาแรกเตอร์ มีเรื่องราว และทำให้คนดื่มรู้สึกว่า “นี่คือแก้วของฉัน” แนวคิดนี้เองที่ OH’ POLLY ไม่ได้ขายชาแบบ Mass แต่เป็นการทำ Couture Tea Experience หรือประสบการณ์ชาที่ปรับแต่งและเล่าเรื่องได้
 
สำหรับประเด็นชื่อ OH’ POLLY ที่อาจทำให้บางคนเผลอคิดถึงอีกแบรนด์หนึ่งที่ชื่อคล้ายกัน เธอยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ได้เอาเรื่องนั้นมาเป็นโจทย์หลักเลย เราไม่ได้คิดเปรียบเทียบกับใครเลยตอนตั้งชื่อ เพราะเรามองว่าเราจะส่งแบรนด์นี้ไป Global Brand ประเทศไทยคือจุดพิสูจน์โมเดลและ Prototype ว่าเราสามารถสเกลแบบนี้ได้ เราเลยตั้งชื่อให้เป็น Global Brand ที่คนทั่วโลกรู้สึกออกเสียงง่ายและจำง่ายกว่า”
 
ช่วงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ พอลลี่ตั้งใจไม่โฟกัสขายว่าเป็นแบรนด์ใหม่ของ JIAN CHA เพราะอยากให้คนเดินเข้าร้านเพราะเขาดึงดูดกับตัวแบรนด์ใหม่จริง ๆ  ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านส่วนใหญ่ จึงเป็นคนที่เห็นจากหน้าเคาน์เตอร์ เห็นดีไซน์ เห็นบรรยากาศ แล้วตัดสินใจลอง ทำให้โจทย์ของทีมในช่วงแรกคือการ Educate ลูกค้าว่า OH’ POLLY คือใคร ขายอะไร มีจุดต่างตรงไหน และตั้งใจยืนอยู่ในระดับไหนของตลาดชาและไลฟ์สไตล์
 
ซึ่งตอนนี้ OH’ POLLY สาขาพารากอนเปิดได้เพียง 3 สัปดาห์ แต่ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี มียอดขายช่วงพีกอยู่ที่ประมาณ 400–500 แก้วต่อวัน แม้ว่าเป้าหมายจริง ๆ ของพอลลี่ที่อยากเห็นคือแตะ 800–1,000 แก้วต่อวัน แต่พอลลี่ก็บอกกับทีมเสมอว่าเราก็เหมือนนกตัวเล็ก ๆ ที่ต้องบินไม่หยุด ใช้แรง ใช้สมอง ใช้ทีมเวิร์ก เพื่อผลักแบรนด์ของเราให้ไปถึงจุดที่อยากเห็น
 
3. วาง 2 แบรนด์ให้ไม่ซ้ำ แต่ช่วยเสริมกัน
 
ในวันที่ผู้บริโภคดื่มชาได้หลากหลายเมนูในหนึ่งสัปดาห์ บางวันอยากได้ความสดชื่นจาก “ชาผลไม้” อีกวันอยากได้ความละมุนจาก “ชานม” หรือบางวันอาจจะต้องการความไลต์จาก “ชาใส” การสร้างแบรนด์เพื่อให้ครอบคลุมทุกอารมณ์คงเป็นไปได้ยาก แต่สำหรับกลุ่มแบรนด์ JIAN CHA และ OH’ POLLY พอลลี่มองว่าความต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา หากแต่เป็นโอกาส
 
เบื้องหลังการมีสองแบรนด์ภายใต้เครือเดียวกัน ไม่ได้เกิดจากการซ้ำไลน์หรือทำแบรนด์ใหม่เพื่อเพิ่มยอดขายระยะสั้น แต่เป็นการจัดพ Brand Portfolio เพื่อให้แต่ละแบรนด์มี “บุคลิก” ที่ชัดเจน 
 
ในมุมของพอลลี่ เธอมองว่า JIAN CHA และ OH’ POLLY แม้ทั้งสองแบรนด์จะอยู่ในโลกของชาเหมือนกัน แต่ต่างมีเอกลักษณ์ชัดเจน 
 
“JIAN CHA เป็นแบรนด์ชาผลไม้พรีเมียม (Premium Fruit Tea) ที่เปรียบเหมือนผู้หญิงเอเชีย เป็นตัวแทนของความอ่อนโยน ประณีต และความพรีเมียมในยุคแรกของชาเอเชีย ส่วน OH’ POLLY คืออีกด้านหนึ่งของโลกเป็นเหมือนหญิงสาวยุโรป สื่อถึงความสง่างาม ความโรแมนติก และความคลาสสิกของวัฒนธรรมตะวันตก”
 
เธอยังเสริมว่า OH’ POLLY จะเน้นไปที่ชาใส ชานม และนมทางเลือก ที่ปรับสูตรให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ จุดเด่นคือความเรียบง่ายของ Operation ที่ยังคงความพรีเมียมในทุกดีเทล ตั้งแต่แก้ว การเสิร์ฟ ไปจนถึงบรรยากาศในร้าน
 
เมื่อถามว่าจุดไหนทำให้ตัดสินใจเปิด OH’ POLLY ในจังหวะที่ JIAN CHA กำลังเติบโต พอลลี่เล่าว่ามาจากการสังเกตเทรนด์และการเดินทางดูตลาดต่างประเทศจริง ๆ ได้เห็นการเติบโตของหลายแบรนด์ ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนแรกที่ทำรูปแบบนี้ ต่างประเทศเองเขาก็มีแบรนด์ที่แตกออกมาเป็น 2 แบรนด์ แล้วโตไปพร้อมกัน เราเลยเห็นว่ามันเป็นโมเดลที่ทำได้”
 
เธอสังเกตพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภคแบบตรงไปตรงมา “เรามองว่าในหนึ่งสัปดาห์ คนคนหนึ่งไม่ได้ดื่มชาแบบเดียวกันทุกวัน วันหนึ่งอาจอยากดื่มชานม อีกวันอยากดื่มชาผลไม้ หรือบางทีก็ไปดื่มกาแฟก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำคือการสร้างแบรนด์ให้ตอบโจทย์ทุกอารมณ์ของผู้บริโภค เราอยากเป็นหนึ่งใน Top of Mind ของเขาในทุกโหมดของการดื่มชา ไม่ว่าจะอยากดื่มอะไร วันนั้นเขาคิดถึงเราได้เสมอ และสุดท้ายเราก็อยากเป็นแบรนด์ที่คนรักชา รักเราด้วยเช่นกัน”
4. คิดใหญ่แบบ Global 
 
เป้าหมายของ OH’ POLLY เตรียมขยาย 100 สาขาภายในปีหน้า ส่วนต่างประเทศ ทั้ง JIAN CHA และ OH’ POLLY ตั้งเป้าไว้ถึง 1,000 สาขาภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนโครงสร้างบริษัทแม่ที่ฮ่องกง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้ง Holding Company และการ IPO ในต่างประเทศ
 
พอลลี่ไม่ได้คิดทีละร้าน เธอคิดทีละระบบตั้งแต่วันแรก เธอเลือกจะบุกตลาดที่มีศักยภาพสูงตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่มี GDP สูงหรือตลาด Tier-1 ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแรงสำหรับการขยายแบรนด์ในอนาคต
 
หนึ่งในประเทศแรกที่เลือกคือสเปน เพราะเป็นประเทศที่สามารถขนส่งสินค้าต่อไปยังประเทศยุโรปอื่น ๆ ได้สะดวกด้วยรถยนต์โดยไม่ต้องใช้เรือ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้มาก อีกทั้งสเปนยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของยุโรป ที่เต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วโลก การตั้งฐานที่นี่จึงเท่ากับการเปิดประตูสู่ตลาดยุโรปทั้งหมด
 
“เราใช้วิธีคิดแบบ Economy of Scale เมื่อมีสองแบรนด์ในเครือ ทั้งจำนวนสาขา Volume การสั่งผลิต Packaging หรือ Route Shipping ต่าง ๆ มันยิ่งช่วยลดต้นทุน ช่วยให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น เติบโตแบบเสริมพลังกันทั้งคู่ภายใต้ระบบเดียวกัน”
 
สิ่งที่ท้าทาย โดยเฉพาะในยุคที่มีการแข่งขันรุนแรง พอลลี่บอกตรงไปตรงมาว่า ความท้าทายหลักไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการสร้างบริษัทไทยให้ยืนในระดับ Global Brand ได้จริง เราปั้นให้เป็น Global Brand เพราะเรามองเรื่องความยั่งยืนระยะยาว ธุรกิจพวกนี้คือ Economy of Scale ยิ่งเราส่งไปได้เยอะ ทำได้หลายประเทศ ระบบต้นทุนและโครงสร้างมันยิ่งแข็งแรงขึ้น”
 
ในมุมมองของเธอ การขยายสาขาไปต่างประเทศไม่ใช่แค่เอาแบรนด์ไทยไปเปิดสาขา แต่ต้องเชื่อมโยงกับผู้คนและทรัพยากรในประเทศนั้นด้วย โดยยกตัวอย่าง JIAN CHA ที่ไม่ได้ไปแค่เอาของเข้าไปขาย แต่เข้าไปสนับสนุนแรงงานและเกษตรกรในประเทศนั้น ๆ ด้วย เพราะอยากสร้างบริษัทให้มี Culture ที่แข็งแรง แล้วขยายไปในประเทศต่าง ๆ อย่างมีระบบ
 
“สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการกระโดดจากบริษัท Local กลายเป็น Global โดยไม่ผ่านแค่ระดับ Regional ธรรมดา แม้มันยากตรงที่เราไม่ได้ค่อย ๆ ไปทีละโซนแบบอยู่แค่เอเชียก่อน แต่เรากระโดดไปออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกาเลย มันข้ามสเกลจาก Local ไป Global แบบเต็มตัว อันนี้คือความท้าทายใหญ่”
 
5. แฟรนไชส์ไม่ใช่ทางลัดรวยเร็ว แต่คือระบบคัดหุ้นส่วนความคิด
 
ล่าสุด JIAN CHA เปิดแฟรนไชส์ไปแล้วประมาณ 65 สาขา จากที่ตั้งเป้าไว้ 70 สาขาในประเทศไทย ก่อนจะปิดรับแฟรนไชส์เพิ่มเติมและหันไปเปิดในรูปแบบ มาสเตอร์แฟรนไชส์ (Master Franchise) ด้วยตนเองในระยะต่อไป ขณะที่ OH’ POLLY จะเริ่มเปิดระบบแฟรนไชส์ภายในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มอีก 20–30 สาขาในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ พอลลี่ไม่ได้มองแฟรนไชส์เป็นเพียงเครื่องมือเร่งการเติบโต แต่คือเครื่องมือคัดคน เธอเชื่อว่าแฟรนไชส์ไม่ใช่ทางลัดรวยเร็ว แต่คือระบบหาหุ้นส่วนทางความคิด ที่จะร่วมกันสร้างและขยายแบรนด์อย่างมีคุณภาพ เพราะเมื่อแบรนด์ตั้งเป้าขยาย 100 สาขาในไทย และ 1,000 สาขาทั่วโลกใน 5 ปี ความเร็วจะไม่มีค่าเลยถ้าความเสถียรของแบรนด์หายไป
 
แบรนด์จึงสร้างระบบคัดกรองแฟรนไชส์ที่เรียกว่า 3S Framework ที่มาจากประสบการณ์ตรงของการทำระบบแฟรนไชส์
 
1. Standard พาร์ตเนอร์ต้องเข้าใจและทำตามระบบได้จริง ไม่ใช่เพียงซื้อสิทธิ์แล้วทำในแบบของตัวเอง เพราะความแข็งแรงของระบบแฟรนไชส์ขึ้นอยู่กับการรักษามาตรฐานให้เหมือนกันทุกสาขาในทุกประเทศ
 
2. Scale ที่เข้ามาร่วมต้องมีศักยภาพในการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นทุน ทีม หรือวิธีคิด และที่สำคัญคือต้องมีใจที่อยากเติบโตไปพร้อมแบรนด์ ไม่ใช่เปิดเพื่อทดลองหรือเพียงตามกระแส
 
3. Speed ความเร็วในการทำงานและเข้าใจระบบ เพราะโลกของธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ได้รอใคร แบรนด์ต้องการพาร์ตเนอร์ที่สามารถเรียนรู้ไว ปรับตัวไว และเดินไปในจังหวะเดียวกัน
 
ซึ่งตอนนี้ได้วางระบบเป็นแฟรนไชส์ 80% และเปิดร้านต้นแบบด้วยตัวเอง 20% ปัจจุบัน JIAN CHA มีโมเดลที่หลากหลายสถานที่ ทั้งในห้าง นอกห้าง ปั๊มน้ำมัน และย่าน CBD เพื่อให้เห็นว่าระบบนี้สามารถขยายซ้ำได้จริงในทุกบริบทของพื้นที่
 
6. เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว แต่ชาไม่ใช่กระแสชั่วคราว
 
ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนไว ช่วงหนึ่งฮิตกาแฟ ถัดมามัทฉะ หรือบางกระแสก็เทใจให้ชานมไข่มุกจนต่อคิวกันยาว แล้วแบรนด์จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร
 
พอลลี่มองว่า ต้องมองยาว และต้องมองเกินกว่า “แฟชั่นชั่วคราว” เธอเริ่มจากการมองย้อนประวัติศาสตร์ชาในระยะยาว “ทำไมเราต้องย้อนกลับไปศึกษาชาเมื่อพันปีก่อน และดูว่าในร้อยปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับชา เป็นเพราะมีหลายยุค เช่น ยุคที่อเมริกาเริ่มทำตลาด ยุคของชานมไต้หวัน จนมาถึงยุคของจีน”
 
เธอเล่าว่า JIAN CHA เกิดขึ้นในยุคที่ “จีน” กลายเป็นจุดสนใจของโลกเรื่องชา และจากนี้ไป เธอมองว่า “เอเชีย” จะเป็นตัวหลักของตลาดเครื่องดื่ม “เรามองว่าหลังจากนี้จะเป็นยุคของเอเชียที่ขึ้นมาครองตลาด ไม่ใช่แค่มอง GDP อย่างเดียว แต่จำนวนประชากรและโครงสร้างอายุก็สำคัญ เมื่อเชื่อมกลับมาที่ชา มองว่าเหมือนแฟชั่นที่มีคลื่นของมันเอง อย่างชานมไข่มุกเมื่อ 20 ปีก่อน ยังอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเราวางแผน เรามองยาว 5, 10, 15, 20 ปี ตลาดนี้จะไปทางไหน”
 
“แต่สิ่งที่สำคัญกว่ากระแส คือเมกะเทรนด์สุขภาพและอายุยืน เรามองเรื่อง Longevity และ Healthy Trend ที่กำลังมาแรงทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในไทย เด็กยุคใหม่หรือ Gen Alpha ที่กำลังโตขึ้น เขาไม่ได้มองแค่ความอร่อย แต่เขามองว่าอะไรคือไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อร่างกายด้วย แม้จำนวนคนจะลดลง แต่กำลังซื้อกลับสูงขึ้น คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อของที่ดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ประสบการณ์ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเรามองว่าคนกล้า Spending มากขึ้นในสิ่งที่เกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งชาอยู่ในภาพนั้นได้ชัดเจน”
และเมื่อถามถึงการแข่งขันในตลาดชาไทย พอลลี่สรุปทิ้งท้ายไว้สั้น ๆ ว่า การที่แบรนด์แมสในไทยเริ่มแตกไลน์สร้างแบรนด์ชาพรีเมียมถือเป็นสัญญาณที่ดี ยิ่งมีคู่แข่งเยอะ ลูกค้าก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เพราะถ้าเราทำอยู่คนเดียว มันจะใหม่เกินไป คนยังไม่เข้าใจ แต่พอเริ่มมีหลายแบรนด์ ลูกค้าก็เริ่มมีภาพจำ เช่น เคยทานร้านอื่นมาแล้ว เดินผ่านร้านเรา ก็อยากลองแบรนด์นี้ดูบ้าง เพราะเริ่มเข้าใจว่าชาพรีเมียมคืออะไร และเทรนด์นี้จะกลายเป็นยุคถัดไปของตลาดชาไทย
 

“ใจฉัน” ธุรกิจ Wellness ในเครือ Jian Cha กับภารกิจปั้นแบรนด์ไทยให้สเกลได้จริง ตั้งเป้า 1,000 สาขา ใน 5–7 ปี

สองแบรนด์ สองบุคลิก กับวิธีคิดแบบ Global Thinking ถอดเบื้องหลังการสร้าง OH’ POLLY แบรนด์ใหม่จาก JIAN CHA

8 เดือน 100 ล้าน! Yolk เดินเกม Collab 4 แบรนด์ไทย “Proudly, Made in Thailand” ตั้งเป้า 200,000 ชิ้นต่อเดือน

JIAN CHA จากร้านชาเล็กๆ สู่การสร้างแบรนด์แบบ Global Thinking ตั้งเป้า 1,000 สาขา ภายในปี 2573

ชาจีน Soft Power ยุคใหม่ของจีนที่ไทยควรศึกษา

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact