ท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกสาธารณสุข โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการเป็นที่พึ่งด้านสาธารณสุขแก่สังคมไทย ด้วยการครองอันดับ 1 จากผลวิจัย 2025-2026 Thailand's Most Admired Company ในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐ (Government Hospital) โดยรางวัลนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความไว้วางใจจากผู้บริโภค แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จภายใต้การนำของผู้บริหารที่ผ่านมาหลายยุคอย่างต่อเนื่อง จนถึงวาระของ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนปัจจุบันที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์แห่งการผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่อย่างเหมาะสมและมีคุณธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน

บูรณาการพลังร่วมสู่การเป็น Academic Medical Center
เบื้องหลังความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์องค์กร และการบริหารจัดการของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือโครงสร้างการบริหารที่เป็นเอกลักษณ์ ในฐานะโรงพยาบาลของสภากาชาดไทยที่มุ่งเน้นพันธกิจด้านการกุศลและไม่แสวงหาผลกำไร โดยทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ได้ขยายความถึงความร่วมมือนี้ว่า "โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นของสภากาชาดไทย เราเป็นโรงพยาบาลที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีการทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้น จุดแข็งขององค์กรคือการที่เราทำงานใกล้ชิดเป็นเนื้อเดียวกันกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จึงทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีความเป็นเลิศในการนำงานวิจัยและองค์ความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาพยาบาลประชาชน" ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่รักษาผู้ป่วย แต่ยังเป็นศูนย์รวมของอาจารย์แพทย์ งานวิจัย และองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าด้วย
ดังนั้น จุดยืนทางกลยุทธ์ที่สำคัญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือการวางตำแหน่งให้เป็นสถานพยาบาลซึ่งอยู่บนยอดพีระมิดของระบบสาธารณสุขไทย รับหน้าที่ดูแลรักษาโรคยากซับซ้อนที่โรงพยาบาลทั่วไปอาจไม่สามารถรองรับได้ โดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็น "สถาบันต้นแบบทางการแพทย์" ที่มีคุณธรรมและสร้างมาตรฐานในระดับนานาชาติ

พลิกโฉมบริการด้วย "วัฒนธรรมนวัตกรรม"
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดดเด่นอย่างมากตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คือความสามารถในการสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์นวัตกรรม ซึ่ง รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ มองว่าในเชิงการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม คงไม่ใช่มองแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการสร้าง "วัฒนธรรมนวัตกรรม" โดยวัฒนธรรมนี้แทรกซึมอยู่ในทุกกระบวนการ แบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก โดยมิติแรก ได้แก่ นวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation) ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การเป็นศูนย์รักษาโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนแห่งเดียวในประเทศไทย รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมที่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย อย่างเช่น การออกแบบเสื้อสำหรับผู้ป่วยที่ต้องมีขวดและสายระบายของเหลวติดตัวให้สามารถใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น
มิติที่ 2 คือนวัตกรรมด้านบริการซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ปัจจัยด้าน Excellent Service อย่างตรงจุด โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ปฏิรูประบบการรอคอยของผู้ป่วยที่เคยเป็นปัญหาสำคัญของโรงพยาบาลรัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยี Digital Health เข้ามาใช้เต็มรูปแบบ ทั้งแอปพลิเคชัน Chula Care สำหรับการติดตามนัดหมาย ระบบตู้ลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ (Kiosk) เมื่อมารับบริการ และการจัดระบบบริการผู้ป่วยใหม่ (Flow) ที่ทำให้ภาพความแออัดของการมารอคิวตั้งแต่เช้ามืดและระยะเวลารอรับบริการลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมในมิติสุดท้าย คือนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการที่กล้าก้าวข้ามข้อจำกัดของการบริหารแบบราชการด้วยรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายเพื่อดึงดูดคนดีและเก่ง การบริหารจัดการอาคารแบบใหม่ นวัตกรรมของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่ช่วยลดต้นทุนค่ายาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนการทำ Digital Transformation ของระบบบริหารจัดการด้านต่างๆ เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวสูงขึ้น

พันธกิจแห่งความยั่งยืน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างพื้นที่สีเขียว
ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทางการสร้าง "รมณียสถาน" หรือสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ ซึ่ง รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ อธิบายว่า "เราพยายามจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นรมณียสถาน มีสวนทานตะวันและสวนครัวให้ผู้มารับบริการมีส่วนร่วมและมีความสุขท่ามกลางความเจ็บป่วย" ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นสถานพยาบาลที่มีพื้นที่สีเขียวภายในโรงพยาบาลมากที่สุดในโซนกรุงเทพฯ ชั้นใน
เหนือสิ่งอื่นใด รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ เสริมว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือการมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเปิดกว้างให้ประชาชนทุกชนชั้น ทุกสถานะ มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น "โรงเรียนแพทย์คุณธรรม" ที่บ่มเพาะบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ที่มี DNA ของความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร เพื่อเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของสังคมไทย
ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย Flagship Projects แห่งอนาคต
เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้วางแผนแม่บทผ่านโครงการ Flagship ที่จะยกระดับวงการแพทย์ไทยไปอีกขั้น โดยเฉพาะการบูรณาการดูแลรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันด้วยการตรวจพันธุกรรม การขยายอาคารมะเร็งและศูนย์โปรตอน รวมถึงการวิจัยยาชีวภาพรุ่นใหม่ให้สามารถผลิตเองได้ในประเทศเพื่อลดค่านำเข้า และการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดอย่าง CAR T-cell ที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยได้จริงและประสบความสำเร็จแล้ว
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้าน ATMP (Advance Therapeutic Medicinal Product) หรือผลิตภัณฑ์การแพทย์ชั้นสูง เช่น การรักษาด้วยยีนบำบัดและเซลล์บำบัด ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงการมุ่งพัฒนาการดูแลแบบ Personalized Health Care โดยการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ข้อมูลพันธุกรรมและข้อมูลวิถีชีวิตของผู้ป่วย เพื่อออกแบบการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ครอบคลุมไปถึงการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้องค์ความรู้และพัฒนาบริการสร้างเสริมให้มีสุขภาพดีและไม่ป่วยเร็วกว่าวัย รวมทั้งการนำ Artificial Intelligence (AI) และ Digital Health Technology มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาและการใช้ทรัพยากร ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งก้าวสู่การเป็นต้นแบบองค์กรดูแลสุขภาพ 5.0 (Healthcare Organization 5.0)

เดินหน้าสร้างบทบาทสำคัญต่อสาธารณสุขไทย
รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต่อระบบสาธารณสุขไทย สามารถแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก คือบทบาทพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน คือการเป็น โรงพยาบาลที่รับส่งต่อผู้ป่วยซึ่งถือว่าอยู่ระดับสูงสุดของระบบ “ผู้ป่วยจากที่อื่นซึ่งอาจจะยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาได้ เขาจะส่งต่อมาให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้มีโอกาสรักษา ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ายังเป็นบทบาทสำคัญที่เราต้องดำรงไว้ในฐานะที่เราเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนและระบบสาธารณสุขของประเทศ ร่วมไปกับบทบาทที่ 2 ที่เรายังเป็นสถานที่ฝึกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ของประเทศด้วย”
บทบาทที่ 3 ซึ่งเป็นบทบาทใหญ่ คือการเป็นโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์คุณธรรม “เหมือนกับที่เราชอบคุยกันว่ามีแต่คนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดีด้วย เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการแพทย์ที่มีคุณธรรมเป็นยังไง ประชาชนไม่ได้เชื่อมั่นในโรงพยาบาลเราเพียงแค่เรามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เขาสามารถพึ่งพิงได้ แต่ถ้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาล คุณเชื่อมั่นได้ว่าเราให้การดูแลอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และพยายามอย่างยิ่งที่จะทำทุกอย่างด้วยความเหมาะสม เพราะ DNA ของบุคลากรโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คือซื่อสัตย์ รับผิดชอบ เอื้ออาทร ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือบทบาทที่สำคัญที่เราต้องชี้นำระบบสาธารณสุขของไทยว่าเราเก่งอย่างเดียวไม่พอ เราต้องดีด้วย”
เชื่อได้ว่าแม้อนาคตโลกสาธารณสุขจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมากแค่ไหน แต่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังคงยืนหยัดในพันธกิจที่จะเป็น "ที่พึ่งทางด้านสุขภาพ" และ "ต้นแบบทางการแพทย์" ที่มีคุณธรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวไกลในระดับสากลต่อไป