สำหรับธุรกิจอาหารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ของการแข่งขันและพฤติกรรมของผู้บริโภค บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำอีกครั้งด้วยการคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทาน จากผลการวิจัย 2025-2026 Thailand's Most Admired Company ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการวางวิสัยทัศน์องค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างอาหารและโอกาสในการเข้าถึงคุณค่าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
หากเจาะลึกไปที่หัวใจของความสำเร็จจะพบว่า จุดแข็งและกลยุทธ์การบริหารจัดการของซีพีเอฟมีความแข็งแกร่งจนกลายเป็นกำแพงซึ่งคู่แข่งยากจะก้าวข้ามผ่าน โดยกลยุทธ์แรกที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน คือการที่ซีพีเอฟมีโครงสร้างธุรกิจแบบ Seamless Food Ecosystem และห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Fully Integrated) ตั้งแต่อาหารสัตว์ ฟาร์ม โรงงานแปรรูป ไปจนถึงระบบการกระจายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างนี้ทำให้ซีพีเอฟได้เปรียบในแง่ของการควบคุม ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าในระดับสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ

คุณอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ อธิบายว่า การเป็นเจ้าของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ซีพีเอฟสามารถ “เดินเกมได้เร็ว” อย่างที่คู่แข่งหลายรายทำได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมนูใหม่ การผลิตหรือการกระจายสินค้าก็สามารถขยับตัวได้ทันต่อเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
พร้อมกันนี้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, Automation, และ Smart Factory ในการบริหารจัดการ รวมถึงการมีระบบ Traceability และ Blockchain ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใสและมั่นใจในทุกเมนู ถือเป็นการบริหารจัดการที่ผสานความรวดเร็วเข้ากับความน่าเชื่อถือได้อย่างลงตัว
“ในมุมมองของซีพีเอฟนวัตกรรมในธุรกิจอาหารพร้อมทานคือการผสานองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้านเข้าด้วยกัน คือความปลอดภัย คุณภาพ รสชาติ ความสะดวก และความยั่งยืน ผ่าน R&D และเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อาหาร เราให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในศูนย์วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการทำงานที่เอาผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ทีมงาน R&D และ Culinary Lab ทำงานแบบ Agile โดยเชื่อมข้อมูล Real-time Analytics จากการวิจัยตลาดหลายรูปแบบและการมอนิเตอร์เทรนด์ทั่วโลก เพื่อหา Unmet Need ของผู้บริโภค โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว”

ตัวอย่างความสำเร็จจากกลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลอย่าง Chicken Pocket ซึ่งเป็นการนำไก่เต็มชิ้นมาแทนที่ขนมปัง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ที่ต้องการลดการทานแป้งแต่ยังคงความอร่อยและเพิ่มโปรตีน และนวัตกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง Chicken Rib ที่พลิกชิ้นส่วนไก่ซึ่งปกติถูกคัดทิ้ง มาสร้างเป็นสินค้าที่ถูกใจผู้บริโภคพร้อมช่วยลด Food Waste อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการใช้ Mono-Material Packaging เพื่อให้รีไซเคิลได้ 100% นี่คือการลงทุนมหาศาลทั้งในด้าน Food-Tech / Agri-Tech / Medical-Tech เพื่อสร้างนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม คุณอนรรฆวี มองว่า ธุรกิจอาหารพร้อมทานไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าในพอร์ตโฟลิโอ แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New S-Curve” ของซีพีเอฟ และเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบเดิมอย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่อาหารพร้อมทานได้ขยายฐานลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง โดยดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มเมือง คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา หรือครอบครัวที่ไม่มีเวลาทำอาหารเองที่ต้องการ “ความสะดวก + คุณภาพ + ความปลอดภัย”
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ซีพีเอฟยังใช้ความแข็งแกร่งของเครือข่ายส่งออกและช่องทางจัดจำหน่ายทั่วโลก ผลักดันสินค้าอาหารพร้อมทานออกสู่ตลาดสากล ทำให้ฐานลูกค้าขยายไปทั่วโลก ซึ่งสินค้าแปรรูปนี้ช่วยเพิ่มมูลค่า (Value-added) ให้กับวัตถุดิบ และลดความเปราะบางของธุรกิจต่อความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์หรือวัตถุดิบ

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ซีพีเอฟยังวางเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์นวัตกรรมหลัก คือ Health & Well-being Food เพื่อตอบโจทย์ทุกเจนเนอเรชัน, Ready-to-Eat คุณภาพสูง ที่ลงทุนเทคโนโลยีเพื่อสร้างความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการ, และที่สำคัญคือการผลักดัน Soft Power อาหารไทย คุณภาพระดับโลกออกสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ สแกนดิเนเวียน อเมริกา และเอเชีย นี่คือโอกาสเติบโตในอนาคตที่ควบคู่กับ Megatrend โลกเรื่องสุขภาพและความสะดวก
กุญแจสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่ทำให้ซีพีเอฟรักษาความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง คือการสร้าง “Brand Love” ที่หยั่งรากลึกในใจผู้บริโภค ผ่านความสม่ำเสมอของคุณภาพและการใส่ใจในความยั่งยืน จนแบรนด์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยที่ลูกค้าไว้วางใจ

“การได้รับรางวัลอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทาน ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของเราในการสร้างสรรค์อาหารคุณภาพสูงที่สะดวก ปลอดภัย และยั่งยืน เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคทั่วโลก ดังนั้น ธุรกิจอาหารพร้อมทานคือ New S-Curve ของซีพีเอฟ เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ผลิต แต่เรากำลังใช้เทคโนโลยีและ R&D ที่ก้าวล้ำเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ หรือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราเชื่อมั่นว่าด้วยโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจรของเรา และการทำงานแบบ Agile ซีพีเอฟจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำ และขยายตลาดสู่สากลได้สำเร็จ โดยในอีก 3-5 ปีข้างหน้าเรามุ่งเน้นการพัฒนา Health & Well-being Food และการผลักดัน Soft Power อาหารไทยคุณภาพระดับโลกให้ไปไกลยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้แบรนด์ของเราเป็นความมั่นใจที่ผู้บริโภคทั่วโลกเลือกหยิบโดยอัตโนมัติ” คุณอนรรฆวี กล่าวย้ำ

การคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทาน จากผลการวิจัย 2025-2026 Thailand's Most Admired Company ในครั้งนี้ของซีพีเอฟ จึงเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งขององค์กร ผ่านการลงทุนอย่างชาญฉลาดในโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจนสามารถขยายฐานลูกค้าจากในประเทศสู่ตลาดสากล เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตอาหารเป็นผู้นำในตลาดที่สามารถกำหนดเกมการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจรวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในฐานะผู้นำอาหารระดับโลกที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้อย่างเต็มร้อย