ในสมรภูมิธุรกิจประกันชีวิตที่แข่งขันสูงทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทาง และประสบการณ์ลูกค้า การจะครองความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภครวดเร็วขึ้นทุกปี การได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้เป็นองค์กรที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุดจึงสะท้อน “คุณภาพเชิงลึก” ของ “ไทยประกันชีวิต” กับความมุ่งมั่นในการดูแลชีวิตคนไทย
ผลวิจัย 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในหมวดธุรกิจประกันชีวิต ชี้ชัดว่า “ไทยประกันชีวิต” คือองค์กรที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประกันชีวิต และการเงิน รวมถึงคำตอบด้านความยั่งยืนได้อย่างสมดุล จากการได้รับคะแนนสูงสุดในปัจจัยด้านการบริหารจัดการ (Management) และความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อการเป็น “บริษัทประกันชีวิตของคนไทย” ที่ไม่เพียงขายกรมธรรม์ แต่ยืนอยู่เคียงข้างชีวิตคนไทยในทุกช่วงจังหวะ
กว่า 83 ปีของการดำเนินธุรกิจ “ไทยประกันชีวิต” วาง Business Purpose ไว้อย่างชัดเจนในการเป็น “Life Solutions Provider” หรือ “ทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนการเงินส่วนบุคคล” โดยโฟกัสการตอบโจทย์ทั้งในมิติ Life Stage, Life Event และ Lifestyle ของลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกแบบในเชิง Personalization ภายใต้แนวคิด “การดูแลด้วยหัวใจ” หรือ Care with Heart ซึ่ง “ไทยประกันชีวิต” พยายามยกระดับมาตรฐานธุรกิจประกันชีวิตจากการเสนอแค่ความคุ้มครอง สู่การส่งมอบ “สุขภาพที่ดี ชีวิตที่ดี และความมั่นคงมั่งคั่งในบั้นปลายชีวิต” ให้กับลูกค้า พร้อมตอกย้ำ Brand Purpose ในการเป็นแบรนด์ที่ทำให้ผู้คน “ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและคุณค่าของความรัก (Value of Life & Value of Love)”
คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มองว่าในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น สิ่งที่เทคโนโลยียังทดแทนคนไม่ได้ คือ “Human Touch” หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน จึงออกแบบการดำเนินธุรกิจบนสมการใหม่ที่ผสาน Tech + Touch เข้าด้วยกัน
“เรานำดิจิทัลและการจัดการข้อมูลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน แต่หัวใจของการดูแลลูกค้ายังยึดอยู่บนความเป็นมนุษย์ น้ำใจ ใส่ใจ รู้ใจ และจริงใจ แนวคิดนี้จึงถูกแปลงเป็นยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการที่เริ่มจากคนเป็นศูนย์กลาง โดยไทยประกันชีวิตมีการขับเคลื่อนองค์กรในลักษณะ People Business ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการปรับ Mindset ให้พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต”

“ไทยประกันชีวิต” ริเริ่มโครงการ “School of GET” สำหรับผู้บริหารและบุคลากรฝ่ายขาย เพื่อสร้างผู้นำยุคใหม่ และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายขายกับสำนักงานใหญ่ในแบบ One Team เป้าหมายไม่ใช่เพียงให้เก่งด้านเทคนิค แต่ต้องมีทั้ง Soft Skills และ Hard Skills ที่สมดุล และมีคุณธรรม จริยธรรม มองลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว
ในฝั่งตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นด่านหน้าในการดูแลลูกค้า ไทยประกันชีวิตมีเครือข่ายตัวแทนมากกว่า 25,000 คนทั่วประเทศ พร้อมขยับบทบาทจาก “ตัวแทนขายกรมธรรม์” ไปสู่ Life Solutions Agent หรือตัวแทนที่เป็น “ทุกคำตอบด้านประกันชีวิตและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล” เพื่อให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำอย่างรอบด้านในแต่ละเป้าหมายชีวิต
อีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ตัวแทน คือแอปพลิเคชัน “TL Smart” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพตัวแทนให้ทำงานแบบ End-to-End ทั้งการนำเสนอขาย บริการลูกค้า การสร้างทีม และบริหารทีมในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยยกระดับบทบาทตัวแทนให้เป็นทั้งที่ปรึกษาและคู่คิดด้านการเงินในสายตาลูกค้า
ด้านผลิตภัณฑ์ “ไทยประกันชีวิต” พัฒนาแบบประกันที่สอดรับกับเมกะเทรนด์สำคัญอย่างสังคมสูงวัยและความตื่นตัวด้านสุขภาพ ตัวอย่างเช่น แบบประกัน “ไทยประกันชีวิต พร้อมเปย์ 108 โรคร้าย” และ “ไทยประกันชีวิต Health Fit Senior CI” ซึ่งนอกจากให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงแล้ว “ไทยประกันชีวิต” ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ขยายความคุ้มครองไปถึงการตรวจคัดกรองและการรักษาโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นและระยะปานกลาง ตอบรับโจทย์คุณภาพชีวิตระยะยาวของคนไทยในยุคสังคมสูงวัย
ในมิติของการบริการ “ไทยประกันชีวิต” พัฒนาแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต ให้เป็นศูนย์กลางประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่การจัดการกรมธรรม์ด้วยตัวเอง เช่น ชำระเบี้ยประกันภัยผ่าน QR Code / Bar Code, หักบัญชีอัตโนมัติ, ตรวจสอบข้อมูลและชำระเบี้ยให้คนในครอบครัว ไปจนถึงฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพยุคใหม่ บริการเคลมออนไลน์ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) เสริมด้วยฟีเจอร์ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) และปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการสั่งยาออนไลน์ส่งถึงบ้าน เพื่อให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกขึ้น ลด Pain Point เรื่องเอกสารและระยะเวลาในการเดินทาง
เบื้องหลังการบริการที่รวดเร็ว บริษัทมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี API เชื่อมต่อระบบข้อมูลด้านสุขภาพร่วมกับโรงพยาบาลคู่สัญญา เพื่อให้กระบวนการอนุมัติและการบริการลูกค้าเกิดขึ้นอย่างคล่องตัวในทุกจุดสัมผัส การปรับ Mindset บุคลากรทุกระดับให้มี “จิตวิญญาณการดูแลด้วยหัวใจ” ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว คือรากฐานสำคัญที่ “ไทยประกันชีวิต” เชื่อว่าจะนำไปสู่การสร้างลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์และพร้อมบอกต่อในวงกว้าง ซึ่งในธุรกิจประกันชีวิตที่ผูกพันระยะยาว ความไว้วางใจและการบอกต่อแบบปากต่อปากคืออาวุธสำคัญทางการแข่งขัน
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ “ไทยประกันชีวิต” โดดเด่นในปัจจัยด้าน Sustainable Development คือการออกแบบกรอบกลยุทธ์ความยั่งยืนที่เชื่อมโยงโดยตรงกับธุรกิจ โดย “ไทยประกันชีวิต” ถือเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่จัดทำแผนแม่บทความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์ ก่อนจะยกระดับสู่ “แผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืน” อ้างอิงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
ภายใต้กรอบ TLI Sustainability Strategy ที่ประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ T : Trusted Partner การมุ่งเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในมิติเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ทุก Life Stage / Life Event / Lifestyle ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ, L : Life Inclusion การเชื่อมประสบการณ์สู่โอกาสด้วยการเปิดให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พัฒนาตัวแทนหรือ Life Partner ให้มีทั้งความรู้และจรรยาบรรณ พร้อมขยายช่องทางพันธมิตรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย และ I : Infinite World การพร้อมส่งต่อโลกที่ดีกว่า ด้วยการผสานมิติสิ่งแวดล้อมเข้ากับการดำเนินธุรกิจ เช่น การลดการใช้ทรัพยากรผ่านบริการ e-Policy, e-Manual, e-Invoice และบริการ e-Service รูปแบบต่างๆ
สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นอย่าง “Upcycling ทิ้งได้บุญ” ที่นำขวดพลาสติกไปรีไซเคิลเป็นผ้าห่มกันหนาวมอบให้ผู้ประสบภัย ตลอดจนการออกแบบอาคารสำนักงานใหญ่ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED ระดับ GOLD รวมถึงมาตรฐานการจัดการก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1:2018 และมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร ล้วนสะท้อนความตั้งใจจริงในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กร โดยขยับจากกรอบ CSR แบบเดิมไปสู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) แผนแม่บทด้านความรับผิดชอบต่อสังคมจึงครอบคลุมทั้ง CSR-In-Process ที่ฝังในกระบวนการธุรกิจ และ CSR-After-Process ในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคม
บริษัทริเริ่มโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการสร้างคุณค่าทางธุรกิจและคุณค่าทางสังคม เช่น “ไทยประกันชีวิตเสริมโอกาส สุขยั่งยืน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับวิสาหกิจชุมชน, “ไทยประกันชีวิตเสริมโอกาส สร้างอาชีพ” อบรมอาชีพต้นทุนไม่สูงให้ชุมชนรอบสาขา, โครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ระดมทุนผ่าตัดเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โครงการ “ไทยประกันชีวิต Sports Showcase” สนับสนุนโอกาสด้านทุนการศึกษาต่างประเทศผ่านการกีฬา รวมถึงการสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ทั้งการบริจาคโลหิต สเต็มเซลล์ และอวัยวะ
โดยเฉพาะโครงการ “ไทยประกันชีวิตเสริมโอกาส สร้างอาชีพ” ที่ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2568 ในหมวด Investment in People จากสถาบัน Enterprise Asia ประเทศสิงคโปร์ ยิ่งตอกย้ำบทบาทของไทยประกันชีวิตในฐานะองค์กรที่ใช้ศักยภาพธุรกิจของตน “ยกระดับชีวิตคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”
การได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Company ด้าน Management และ Sustainable Development ต่อเนื่อง 2 ปีจึงถือเป็นการปลุกพลังใจ ให้ “ไทยประกันชีวิต” เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้ตอบโจทย์อนาคตมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเร่งตัวของดิจิทัลที่ทำให้ Business Landscape ของธุรกิจประกันชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งด้านความคาดหวังของลูกค้าและการแข่งขันจากทั้งในและนอกอุตสาหกรรม ไทยประกันชีวิตจึงกำหนดทิศทางสู่การเป็น Data Driven Organization อย่างจริงจัง
การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไม่ได้หมายถึงการลงทุนในระบบเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการปรับ Mindset ของคนไทยประกันชีวิตทุกระดับให้เข้าใจคุณค่าของข้อมูล (Data Literacy) และสามารถใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน คิดค้นบริการใหม่ และสร้างคุณค่าให้กับทุก Stakeholders ควบคู่กับการเสริมทักษะใหม่และต่อยอดทักษะเดิม (Reskill & Upskill) ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือและปรับตัวต่อโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Roadmap ของไทยประกันชีวิตจึงถูกวางให้แบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่ “Transforming Tomorrow” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2565 เน้นการเปลี่ยนผ่านและสร้างความพร้อมทั้งโครงสร้าง กระบวนการ และคน ก่อนจะก้าวสู่ “Sustainable Tomorrow” ในช่วงปี 2570-2574 เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้กรอบกลยุทธ์ที่ชัดเจน
ความมุ่งมั่นดังกล่าว ตอกย้ำว่า “ไทยประกันชีวิต” ไม่ได้ยืนอยู่แถวหน้าเพียงเพราะเป็นแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย แต่ก้าวสู่การเป็น “บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย” ที่ใช้ทั้งกลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารคนนวัตกรรมดิจิทัล และกรอบความยั่งยืน TLI มาผสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลในระยะยาว