โมเดลธุรกิจแบบ Multi-Level Marketing (MLM) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “ธุรกิจขายตรง” เป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงโอกาสและความท้าทาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง MLM ก็เป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้การจับตามองเสมอ ทั้งเรื่องจริยธรรม โมเดลการชดเชยรายได้ และความโปร่งใสขององค์กร ทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่แบ่งเส้นบางๆ ระหว่างธุรกิจขายตรงที่มีคุณภาพกับธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน
แม้ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจรวมถึงธุรกิจขายตรงอาจจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ “กิฟฟารีน” ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษทำให้กิฟฟารีนได้รับการเลือกจากผู้บริโภคให้ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 จากผลวิจัย 2025-2026 Thailand's Most Admired Company ในกลุ่มธุรกิจขายตรงโดยมีความโดดเด่นใน 4 ปัจจัย ได้แก่ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance), ภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image), ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) และการบริการ (Excellence Service)
พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ว่า มาจาก 3 หัวใจสำคัญ คือสินค้า บริการ และธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจเราเติบโตในธุรกิจสุขภาพและความงามมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับแบรนด์ไทย แต่สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดคือการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและนักธุรกิจทั่วประเทศ
“ตลอดระยะเวลากว่า 29 ปีที่ผ่านมา กิฟฟารีนสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าจนกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์แข็งแรงและได้รับการยอมรับในฐานะบริษัทขายตรงชั้นนำของไทย ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่คือผลลัพธ์ของการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งใจ และละเอียดในทุกขั้นตอน โดยองค์กรเลือกยึดหลักคุณภาพต้องพิสูจน์ได้และดำเนินตามหลักการนี้อย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน”
สิ่งแรกที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในแบรนด์ คือความใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตรวจสอบมาตรฐานก่อนการจำหน่าย กิฟฟารีนใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือขั้นสูงภายในโรงงานของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุก Category ผ่านมาตรฐานในระดับประเทศและสากล ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพ คือการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคจริงๆ เริ่มจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่สินค้าใหม่ของกิฟฟารีนในแต่ละปีมักได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว เพราะถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาได้จริง และตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภค

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง คือความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งแพทย์ผิวหนัง เภสัชกร ไปจนถึงนักโภชนาการ การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้กิฟฟารีนสามารถยืนยันทิศทางคุณภาพที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน และสร้างความแตกต่าง
“ในฐานะบริษัทขายตรง การสร้างความไว้วางใจให้กับตัวแทนจำหน่ายคืออีกหนึ่งรากฐานสำคัญ กิฟฟารีนสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายด้วยชุดความรู้ เครื่องมือทางการตลาด และระบบฝึกอบรม เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายเข้าใจสินค้าสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ได้อย่างมืออาชีพ โดยยึดมั่นจรรยาบรรณ ไม่ชักชวนให้ซื้อเกินความจำเป็น และสามารถสะท้อนเสียงของลูกค้ากลับมาที่องค์กรในความสัมพันธ์แบบคู่คิดทางธุรกิจเช่นนี้ ทำให้เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของกิฟฟารีนแข็งแรงและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรเสมอ” พญ.นลินี กล่าวเสริม
เมื่อวางรากฐานเรื่อง “คุณภาพสินค้า” จนแข็งแรงและได้รับความไว้วางใจมายาวนาน ก้าวถัดมาของกิฟฟารีนจึงไม่ใช่แค่การรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่คือการสื่อสารให้แบรนด์สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้โดยกิฟฟารีนมองว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการแบรนด์ที่พูดภาษาเดียวกับพวกเขา เห็นโลกแบบเดียวกัน และมีคุณค่าบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอยากอยู่ด้วยไปนานๆ จึงให้ความสำคัญกับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคนี้

เนื้อหาที่กิฟฟารีนเลือกเล่าจะเน้น “คุณค่า” ที่ผู้บริโภคจะได้รับ เช่น เทคนิคการดูแลผิว การเลือกอาหารเสริมอย่างเหมาะสม เคล็ดลับสุขภาพ และเรื่องราวไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านคอมเมนต์ การแชร์ หรือกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้กำลังคุยกับแบรนด์ แต่กำลังคุยกับเพื่อนที่เข้าใจเรื่องสุขภาพและความงาม
หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นว่ากลยุทธ์เหล่านี้เชื่อมโยงกับ Key Success ที่ทำให้กิฟฟารีนกลายเป็นองค์กรไทยที่อยู่ในใจผู้บริโภค แม้ตลาดสุขภาพและความงามจะเปลี่ยนไปทุกปี นอกจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักในเรื่องส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพแล้ว ความหลากหลายของพอร์ตสินค้าตั้งแต่อาหารเสริมสกินแคร์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพในมิติอื่นๆ ก็ทำให้กิฟฟารีนสามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้าง ครอบคลุมหลายไลฟ์สไตล์และหลายช่วงวัย

พญ.นลินี อธิบายว่า โมเดลการทำตลาดผ่านนักธุรกิจและตัวแทนจำหน่ายไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทางการขาย” แต่คือวิธีการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า หรือที่กิฟฟารีนเรียกว่า “การสร้างคอมมูนิตี้แห่งความสุข (Happy Community)” เพราะในทุกการแนะนำผลิตภัณฑ์มักมาพร้อมคำปรึกษา คำอธิบาย และการดูแลต่อเนื่อง ภายใต้ DNA ของแบรนด์ที่เป็นมิตร จริงใจ และเข้าถึงง่ายสำหรับผู้คนทุกกลุ่ม ทุกเจนเนอเรชัน
“ธุรกิจขายตรงไทยยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของธุรกิจนี้คือการส่งต่อผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันให้เข้าถึงผู้คนในทุกกลุ่ม ทุกเจนเนอเรชัน ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังคงอยู่ในลำดับต้นๆ ของความสนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีทำให้การเข้าถึงข้อมูลและช่องทางการขายมีความเป็น Customize สูงขึ้น เป็นโอกาสดีของการขาย ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น ธุรกิจขายตรงเองก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นด้วย เป็นการแข่งขันที่ผู้เล่นทุกคนต้องมีความพร้อมที่จะส่งมอบสินค้าและบริการส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างความประทับใจและให้บริการที่ยอดเยี่ยมเพื่อให้ได้ใจลูกค้า” พญ.นลินี กล่าว

นอกจากนี้ เทรนด์ T-beauty ที่ผลักดันให้แบรนด์ไทยก้าวสู่สายตาต่างประเทศ รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ และกระแส Anti-aging กับ Longevity ที่ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจการอยู่ยาวและอยู่ดีล้วนเป็นแรงส่งสำคัญให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากสถิติกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เติบโตปีละราว 8-10% ยิ่งยืนยันว่าเทรนด์นี้ไม่ได้มาแค่ชั่วคราว แต่เป็นพฤติกรรมระยะยาวที่สะท้อนความต้องการดูแลตัวเองของผู้คนในทุกช่วงวัย
ท่ามกลางโอกาสเหล่านี้ กิฟฟารีนเลือกที่จะยกระดับกลยุทธ์การขายและการบริการให้ตอบโจทย์ทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกัน ปัจจุบันกิฟฟารีนมีสำนักงานธุรกิจกว่า 103 สาขาทั่วประเทศ เชื่อมต่อกับช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์ม E-marketplace ต่างๆ เพื่อตอบรับวิถีชีวิตผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่สามารถค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา
ทางแบรนด์ยังคงเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้ และภาพลักษณ์ที่แข็งแรงในวงกว้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมว่าความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้นตามการรับรู้เหล่านั้นสิ่งที่ต้องเดินควบคู่กัน คือการบริหารประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารออกไป พร้อมรักษาความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าเดิมที่มี Loyalty สูงผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ติดตามผลการใช้ และดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะจุดแข็งของแบรนด์ขายตรงจึงไม่ใช่แค่มีสินค้า แต่คือมีคนที่คอยดูแลลูกค้าอยู่ข้างๆ เสมอ

สำหรับกลยุทธ์การรักษาความเป็นผู้นำในระยะยาว พญ.นลินี มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กิฟฟารีนเชื่อมั่นในกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด และต้องเดินเกมหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการไม่หยุดพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมสินค้า การศึกษาเชิงลึกในงานวิจัยทางการแพทย์เพื่อเข้าใจเทรนด์สุขภาพและความงามรุ่นใหม่ การสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล และโปรแกรมสมาชิกอย่าง Giff Club ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกิฟฟารีนมากกว่าการเป็นเพียงผู้ซื้อสินค้า
รวมถึงด้านการบริหารองค์กร ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เปิดรับนวัตกรรมจากภายนอก รับฟังเสียงลูกค้า และใช้ข้อมูลมาปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยืนหยัดในบทบาทองค์กรที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเดินหน้าสู่ตลาดต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และจีน เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ๆ
แม้มองไปข้างหน้าในอีก 5-10 ปี กิฟฟารีนเชื่อว่าตลาดสุขภาพและความงามจะยิ่งขยายตัวไปสู่มิติที่ลึกขึ้น ผู้บริโภคจะเลือกสินค้าอย่างมีสติ ใส่ใจส่วนผสมจากธรรมชาติ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม สิ่งที่แบรนด์ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือการรักษาความโปร่งใส การบอกเล่าข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การมีรีวิวจากผู้ใช้จริง และการสื่อสารที่เป็นมนุษย์มากขึ้นซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าแบรนด์ใดจะอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง
“บทบาทของกิฟฟารีนต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสินค้า แต่คือพาร์ตเนอร์ด้านสุขภาพและความงามที่เดินไปพร้อมกับผู้บริโภคไทยในทุกช่วงวัย พร้อมปรับตัว เรียนรู้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บนรากฐานของคุณภาพ ความจริงใจ ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจที่ทำให้กิฟฟารีนไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจขายตรง แต่เป็นแบรนด์ไทยที่อยู่ในใจผู้คนมาเกือบ 3 ทศวรรษ และพร้อมจะเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืนในอนาคต” พญ.นลินี ทิ้งท้าย