โลกของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรักษาความเป็นผู้นำได้ต่อเนื่องคือสิ่งที่ท้าทาย และการเป็นผู้นำที่ผู้บริโภคชื่นชมยิ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่า และปี 2025 คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เมื่อองค์กรแห่งนี้ได้ครองความเป็นผู้นำจากผลสำรวจ 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในฐานะองค์กรที่ยึดมั่นในคุณภาพ นวัตกรรม และบริการอันเป็นเลิศ
รางวัลนี้ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จเชิงธุรกิจเพียงเท่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเสียงคำชม เพราะบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้คะแนนสูงสุดใน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation), ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance) และการบริการ (Excellence Service) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนแบรนด์ระดับโลกให้คงอยู่ในใจผู้บริโภคไทยอย่างมั่นคง

คุณเรเน่ แกร์ฮาร์ด (Rene Gerhard) ประธานและซีอีโอบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวด้วยรอยยิ้มเมื่อเอ่ยถึงรางวัลนี้ว่า “การได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 คือเครื่องยืนยันว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง และผมต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคนที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จนี้ให้เกิดขึ้น รางวัลนี้ไม่ใช่ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเพียงองค์กรเดียว แท้จริงแล้วเป็นรางวัลของคนกว่า 3,000 คนในเครือข่ายของเรา ทั้งพนักงาน ผู้จำหน่าย และนอกจากนี้ ยังรวมไปถึงลูกค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้”
คำกล่าวของเขาสะท้อนจิตวิญญาณขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “มนุษย์” ที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานที่ตั้งใจทำงานในทุกระดับ ผู้จำหน่ายที่เป็นด่านหน้าของแบรนด์ ไปจนถึงลูกค้าที่เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างไม่หยุดนิ่ง ทุกองค์ประกอบล้วนหลอมรวมเป็นพลังแห่ง “Customer-Centric” ซึ่งเป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยมาโดยตลอด
ความทุ่มเทนี้เห็นได้ชัดจากผลการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) ซึ่งในปีล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95 คะแนนสำหรับฝ่ายขาย และ 94 คะแนนสำหรับฝ่ายบริการลูกค้า ตัวเลขที่ไม่เพียงสะท้อนความพึงพอใจ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความไว้วางใจและประสบการณ์อันเหนือระดับที่ลูกค้าได้รับในทุกจุดสัมผัสกับแบรนด์ ตั้งแต่โชว์รูมที่ปรับสู่แนวคิด Retail Next ไปจนถึงระบบบริการหลังการขายที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ ผ่านแอปพลิเคชัน My BMW App ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจองคิวการเข้ารับบริการ ตรวจสอบสถานะ หรือเลือกใช้บริการ Remote Service ต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา
คุณเรเน่อธิบายเพิ่มเติมถึงเบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดจากการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกกระบวนการว่า “เราเชื่อว่าทุกการตัดสินใจขององค์กรควรเริ่มจากความเข้าใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ลูกค้าจดจำไม่ใช่แค่รถยนต์ที่เขาขับ แต่คือความรู้สึกที่เขาได้รับจากแบรนด์”
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านทุกผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องยนต์แห่งสมรรถนะ ขณะเดียวกันยังเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ ในปีนี้ รถต้นแบบ Vision Neue Klasse ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยนำมาจัดแสดง คือตัวอย่างความชัดเจนของทิศทางนี้ เพราะนอกจากจะสะท้อนดีไซน์แห่งอนาคตแล้ว ยังแสดงถึงพันธกิจด้านความยั่งยืนของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุรีไซเคิลและการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้จริงในทุกมิติ
“สำหรับเรา นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความยั่งยืนและความปลอดภัย เราเรียกมันว่า Human-Centric Innovation ที่มีการออกแบบจากความเข้าใจมนุษย์จริงๆ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ต้องใช้งานง่าย เชื่อมต่อกับผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้ชีวิตดีขึ้นโดยไม่ซับซ้อน” คุณเรเน่กล่าวอย่างมั่นใจ
ในด้านการบริการบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังคงเดินหน้าเสริมสร้างประสบการณ์พรีเมียมด้วยบริการที่ชื่อว่า “Proactive Care” ที่พัฒนาไปไกลกว่าการบริการหลังการขายแบบเดิม รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สามารถเชื่อมต่อกับศูนย์บริการเพื่อวิเคราะห์และแจ้งเตือนการบำรุงรักษาอัตโนมัติ เช่น การเปลี่ยนผ้าเบรก หรือการตรวจเช็กตามระยะ โดยศูนย์บริการสามารถติดต่อกลับได้ก่อนที่ลูกค้าจะนัดหมายเสียอีก สิ่งนี้คือการเชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับโลกแห่งความจริงอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกการเดินทาง


ความแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่จุดขายด้านผลิตภัณฑ์เพียงเท่านั้น สิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนอย่างการสร้าง “คอมมูนิตี้ของผู้รักแบรนด์” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม MINI Thailand United ที่รวมผู้หลงใหลในแบรนด์ MINI ทั่วประเทศมาพบกัน แชร์ประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน หรือกิจกรรมของ BMW Motorrad ที่เชื่อมโยงเหล่าไบค์เกอร์ให้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันอย่างอบอุ่น รวมถึงการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่น BMW Golf Cup ที่เป็นเวทีสำหรับลูกค้าได้ร่วมแข่งขันทั้งในระดับประเทศ ไปจนถึงระดับโลกและสร้างมิตรภาพในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เรียกว่า “ประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้” และเป็นส่วนสำคัญของแนวคิด “Never Stand Still”

คุณเรเน่ย้ำว่า “แม้เราจะได้คะแนนความพึงพอใจถึง 95 คะแนน แต่เรายังมองเห็นช่องว่างอีก 5 คะแนนที่สามารถพัฒนาได้ เพราะเรายึดมั่นในคำว่า Never Stand Still เราไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนา ไม่เคยพอใจกับความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดจากการก้าวให้เร็วที่สุด แต่เกิดจากการไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า”
ปรัชญานี้ถูกส่งต่อไปยังพนักงานทุกคนในองค์กร ผ่านการสื่อสารภายในที่ชัดเจน และการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการคิดและลงมือทำเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง
รางวัล Thailand’s Most Admired Company จึงไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัลหรือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ เพราะสามารถเป็นเครื่องยืนยันว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังคงเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย “ความเข้าใจมนุษย์ นวัตกรรม และความมุ่งมั่นไม่สิ้นสุด” เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดในโลกให้กับลูกค้าไทยอย่างต่อเนื่อง และนี่คือเหตุผลที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังคงเป็น “Most Admired Company” อย่างแท้จริง เพราะในทุกลมหายใจขององค์กร มีคำหนึ่งที่ไม่เคยหายไปจากดีเอ็นเอของวัฒนธรรมองค์กรนี้เลย นั่นคือคำว่า “Never Stand Still”