จุดเริ่มจากธุรกิจครอบครัวเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ทำให้ฟู้ดแพชชั่นให้ความสำคัญกับคนตั้งแต่เริ่มธุรกิจ จึงวางแนวคิด People Strategy ที่สะท้อนรากฐานความเป็น Family Business ขององค์กรและวางแนวทางการทำงาน เพื่อพัฒนาคน อย่างต่อเนื่อง จนพาองค์กรก้าวสู่ต้นแบบด้านการพัฒนาคน และคว้ารางวัล PMAT HR Award ความภาคภูมิใจของฟู้ดแพชชั่น

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เล่าถึงเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นขององค์กรมีเพียงพนักงานเพียง 30 คน ซึ่งเหมือนมีคุณพ่อคุณแม่และลูกน้องที่ดูแลกันเหมือนครอบครัว ความใกล้ชิดและความอบอุ่นจากอดีตได้กลายเป็นรากฐานของวัฒนธรรมที่สืบต่อมาถึงปัจจุบัน แม้บริษัทจะเติบโตเป็นองค์กรใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 3,000 คน แต่ ฟู้ดแพชชั่น เปรียบเสมือนบริษัท “ลูกครึ่ง” จิตวิญญาณของความเป็นครอบครัวยังคงดำเนินต่อเนื่องควบคู่กับความเป็นมืออาชีพ
“เราเชื่อว่าการบริการคือการที่ผู้คนดูแลผู้คน พนักงานที่มีความสุขจะส่งต่อความสุขให้ลูกค้า และลูกค้าที่มีความสุขก็จะกลับมาส่งต่อความแข็งแรงให้บริษัท นี่คือวงจรแห่งความสุขที่ทำให้ People Strategy ขององค์กรกลายเป็น Business Strategy ไปพร้อมกัน สำหรับเราการเป็นผู้นำไม่ใช่การเป็นนักเตะดาวเด่น แต่เป็นผู้จัดการทีมที่ดึงคนเก่งๆ มา รวมกัน ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและสามารถปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่”
คุณชาตยา เสริมว่า เพื่อสร้างคนที่เก่งและมีความสุข ฟู้ดแพชชั่นลงทุนกับพนักงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคที่บริษัทยังเล็ก เริ่มจากจัดอบรมผู้จัดการทุกเดือน ไม่ได้สอนเพียงการบริหารร้านอาหาร แต่รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิต การเก็บออม การวางแผนการเงิน และการแบ่งรายได้อย่างมีวินัย สิ่งเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของแนวคิดการลงทุนกับคนที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อองค์กรเติบโตและมีทรัพยากรมากขึ้น บริษัทขยายการลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรทั้งในเชิง Technical Skill และ Soft Skill โดยสร้างหลักสูตรด้านธุรกิจร้านอาหาร และเปิดศูนย์อบรมฟู้ดแพชชั่น ซึ่งเป็นหลักสูตร ปวช. ด้านธุรกิจร้านอาหาร ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม ผ่านพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น สถาบันวิจัยและธนาคารต่างๆ ซึ่งร่วมสนับสนุน เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้เรื่องการบริหารร้านอาหารให้เติบโต แข็งแรง และยั่งยืนต่อไป
ในด้าน Soft Skill องค์กรให้ความสำคัญกับหลักสูตรด้าน Mindset, Leadership, Coaching, Mentoring, และ Effective Communication ทำให้พนักงานได้รับทักษะที่มีคุณภาพ และสามารถใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว หลายทักษะยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมรอบตัว ทำให้การพัฒนาคนที่ฟู้ดแพชชั่นครอบคลุมทั้งด้านการ ทำงานและการใช้ชีวิต
นอกจากนี้เพื่อปลดล็อกศักยภาพพนักงานฟู้ดแพชชั่นได้สร้างพื้นที่ให้พนักงานลองทำสิ่งใหม่ๆ ผ่านโครงการ Food Passion Lab หรือที่เรียกว่า “ห้องทดลองของคนมีของ” เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับเข้ามาพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมอบรม Design Thinking, Prototyping, Pitching Skill และ Presentation Skill ส่งให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น การออกแบบ Process ใหม่สำหรับการดูแลพนักงานใหม่ ช่วยลดอัตราการลาออกในช่วง 3 เดือนแรก และสร้างความผูกพันกับองค์กร นอกจากนี้ยังมีโครงการ “หนูทำได้” สำหรับพนักงานหน้าสาขาโดยตรง ฝึกให้พนักงานเข้าใจลูกค้าและออกแบบวิธีแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง
“เมื่อก่อนคนอาจคิดว่าตำแหน่งแรกในร้านอาหารต้องล้างจานให้ได้ก่อน ซึ่งเป็นงานที่หนักและอาจทำให้รู้สึกไม่ดี แต่จากกระบวนการคิดใน Food Passion Lab เราดีไซน์หลุมปลอดภัยให้พนักงานใหม่ใน 3 เดือนแรก ให้พนักงานใหม่ ค่อยๆ เริ่มจากงานง่าย งานเบา ให้เขาปรับตัวได้ รู้สึกมั่นใจและผูกพันกับองค์กรมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการลาออกในช่วง 3 เดือนแรกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”
ทั้งนี้หน่วยธุรกิจ People Connect เป็นอีกหน่วยที่เกิดจากโครงการ Passion Lab เพื่อให้พนักงานเสนอโปรเจกต์ นวัตกรรม หนึ่งในนั้นคือ “ก้อนกูรู” ที่เป็น Enabler ให้ร้านอาหารทั่วประเทศสามารถอัปสกิลและมีมาตรฐาน ผ่านหลักสูตร สุขาภิบาลอาหาร การบริหารจัดการร้าน และพัฒนาทักษะด้านคน โดยเน้นการแบ่งปันความรู้สู่สังคมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ฟู้ดแพชชั่นยังให้ความสำคัญกับการฟังเสียงพนักงานตั้งแต่รากฐาน โดยมีการจัดทีมย่อยหลากหลายระดับมานั่งคิดร่วมกัน เพื่อสร้างแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง พนักงานรุ่นใหม่ได้ทดลองคิดและตัดสินใจในสเกลเล็ก เพิ่มความรับผิดชอบและเตรียมตัวสู่บทบาทผู้นำในอนาคต
อย่างไรก็ตาม คุณชาตยามองว่าในธุรกิจอาหารยังมีสิ่งท้าทายสำหรับการทำงานด้าน HR อีกไม่น้อย เรื่องสำคัญ ที่สุดคือปัญหาแรงงานที่ลดลงและความต้องการทักษะที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น องค์กรจึงใช้เทคโนโลยีเสริมเพื่อช่วยพนักงานทำงานหน้าที่ประจำวัน และให้โฟกัสกับงานที่ต้องใช้หัวใจและความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะคุณชาตยามั่นใจว่า Human Connection จะยังคงอยู่ เพราะ DNA ขององค์กรที่เน้นความอบอุ่นและการดูแลกันแบบครอบครัวยังคงสืบต่อมาอย่างต่อเนื่อง
“โจทย์คือเราจะนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมพนักงานอย่างไรให้ยังคงสร้างประสบการณ์ที่ดี และรักษา Human Connection กับลูกค้าไว้ได้ บนข้อจำกัดด้านจำนวนคน เราต้องออกแบบ Process ใหม่ ออกแบบเทคโนโลยีให้ช่วยแบ่งเบางาน Routine แล้วให้พนักงานไปโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เป็นงานที่ต้องใช้มนุษย์และหัวใจจริงๆ”

ด้านมุมมองของ คุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล และหน่วยธุรกิจ พีเพิลคอนเน็ค บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มองว่า เบื้องหลังความสำเร็จของการบริหารคนของฟู้ดแพชชั่น เกิดจากการนำวิสัยทัศน์ของ CEO มาแปลงเป็นกระบวนการทำงานที่ปฏิบัติได้จริงด้วยกระบวนการออกแบบ Mindset, Skill set และ Tool set โดย Mindset คือจุดเริ่มต้นให้ทำพนักงานเข้าใจว่าองค์กรต้องการอะไร Skill set คือทักษะในการปฏิบัติทั้งด้าน Soft Skill และ Hard Skill ส่วน Toolset คือระบบเครื่องมือ และนโยบายที่ช่วยให้ทำงานได้จริง
“ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติบริษัทเราตั้งใจจะทำเรื่อง Customer Experience อย่างแรกเราต้องเริ่มจากประสบการณ์ของคนในก่อน ทุกครั้งที่ฟู้ดแพชชั่นจะทดลองอะไรใหม่ๆ เช่น Launch โปรแกรมใหม่ หรือโปรโมชันใหม่ พนักงานจะได้ลองก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อให้รู้ว่าฟีลลิ่งเวลาได้รับประทานสิ่งนี้ หรือทำสิ่งนี้จริงๆ เป็นอย่างไร เพราะเราอยากให้เวลาส่งมอบบริการให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนเป็นคนในครอบครัวเหมือนกับที่เราดูแลคุณแม่ที่บ้าน หรือคุณย่าที่บ้าน Mindset แบบนี้ ต้องถูกปลุกขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงตามด้วย Skill set ว่าการ Approach ลูกค้าควรทำอย่างไร”

ในส่วนของพนักงานรุ่นใหม่ คุณนาฑีรัตน์ มองว่า คนกลุ่มนี้ต้องการทั้งความก้าวหน้าในงานและโอกาสการใช้ ทักษะที่หลากหลาย องค์กรจึงสร้าง Skill Marketplace ภายในให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะที่สนใจได้ ควบคู่กับการดูแลเอาใจใส่พนักงานทุกคนด้วยความใส่ใจตามแนวคิด Happy 4 Plus 4 ที่ครอบคลุมการกินดี พักสบาย กายแข็งแรง แบ่งปันความรู้ ครอบครัวมีสุข จิตดี มีเงินใช้ และให้สังคม ซึ่งช่วยให้พนักงานรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีแรงจูงใจในการทำงาน
อีก 2 ส่วนซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาคนไม่ใช่เฉพาะคนในองค์กร แต่รวมถึงบุคลากรที่อยู่ในธุรกิจอาหาร คือ ศูนย์การเรียนฟู้ดแพชชั่นซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลพนักงานที่ยังไม่ได้จบ ม.6 และเด็กในพื้นที่ชายขอบที่ต้องการเรียน ควบคู่กับทำงาน ภายใต้แนวคิด “มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” ปัจจุบันมีนักเรียนและพนักงานเข้าร่วมกว่า 500 คน
คุณนาฑีรัตน์ อธิบายเสริมว่า ศูนย์การเรียนฟู้ดแพชชั่นร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ในการรับรองสมรรถนะวิชาชีพ ทำให้เด็กและพนักงานสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ หรือศึกษาต่อได้อย่างถูกกฎหมาย หลายคนที่เรียนจบแล้วกลับมาร่วมงานกับฟู้ดแพชชั่นอีกครั้ง ถือเป็นการสร้างวงจรการเรียนรู้และเติบโตที่ยั่งยืน
สำหรับความท้าทายด้าน HR ในอุตสาหกรรมอาหารคุณนาฑีรัตน์มีความเห็นสอดคล้องกับคุณชาตยาว่า ฟู้ดแพชชั่นยังคงเผชิญความท้าทายเรื่องแรงงาน ทักษะ และอนาคตของเทคโนโลยีและ AI องค์กรจึงต้องมีกระบวนการพัฒนาทักษะ และใช้เทคโนโลยีเสริมงาน Routine พร้อมมองหาแรงงานจากต่างประเทศควบคู่ไปด้วย

สุดท้ายรางวัล PMAT HR Award จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าวิธีคิด People Strategy ของฟู้ดแพชชั่นกำลังเดินไปถูกทาง แม้จะเป็นรางวัลขององค์กร แต่อย่างไรก็ตาม คุณชาตยามองว่า นี่คือ “รางวัลของทุกคนในองค์กร” เนื่องจากทุกการกระทำ การตัดสินใจ และเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานของพนักงานกลายเป็นสิ่งที่คนข้างนอกมองเห็นและยกย่อง
“รางวัลนี้ยิ่งตอกย้ำว่า People Strategy = Business Strategy ของเรา เรามองให้ HR และฟังก์ชันด้านคนเป็น Business Partner อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้โดยสารแต่เป็นคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับร่วมกันออกแบบอนาคตของธุรกิจ เพราะถ้าเราอยากส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เราต้องเริ่มจากการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับคนของเราก่อน หลักคิดของเราชัดเจนคือ Employee First ดูแลพนักงานให้ดีที่สุด เพื่อให้เขาไปดูแลลูกค้าได้ดีที่สุด และเมื่อเรามีคนที่ดีและมีความสุขมาร่วมงานด้วยมากพอ สร้างความสุขได้มากพอ ผลลัพธ์ทางธุรกิจก็จะตามมาเอง และในที่สุดเราก็จะไปถึงเป้าหมายสูงสุด คือเป็นองค์กรที่ทุกคนมีความสุข คนอยากร่วมงานด้วย เก่งขึ้น เติบโตขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน”