ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกมาประเมินว่า ยอดขายค้าปลีกปี 2568 จะขยายตัว 3.0% ชะลอลงจากปีก่อน และต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยมูลค่ารวมของตลาดค้าปลีกของบ้านเราจะมีตัวเลขอยู่ที่ 4.25 ล้านล้านบาท
โดยกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดค้าปลีกบ้านเรา ยังเป็นตัวเลขการขายที่มาจากร้านค้าปลีกที่เรียกว่า “โมเดิร์นเทรด” ซึ่งวันนี้ แม้ตลาดค้าปลีกของบ้านเราจะเข้าสู่ยุค “Blur the Line” ที่มีความทับซ้อนกัน แต่โมเดิร์นเทรดแต่ละประเภทก็ยังคงมีความชัดเจนในแง่ของการตอบโจทย์ Shopping Mission ของนักช้อปในแต่ละครั้งของการซื้อ
หากไล่เลียงดูแล้วจะพบว่า โมเดิร์นเทรดของบ้านเราถูกแบ่งแยกเป็น Sub Segment ออกมาเป็นแต่ละประเภท ไล่ตั้งแต่
1.ห้างสรรพสินค้า หรือ Department Store หรือร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่จำหน่ายสินค้าคุณภาพหลากหลายประเภทครบวงจร รวมถึงมีสินค้าแบรนด์เนมที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ตัวอย่าง เช่น Central, Robinson, The Mall
2.ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) หรือดิสเคาน์สโตร์ (Discount Store) ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่รวมห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตเข้าด้วยกัน เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนหลากหลายชนิดในราคาที่ถูกกว่าปกติ ตัวอย่าง เช่น Lotus's, Big C
ในช่วงที่ผ่านมา ไฮเปอร์มาร์ทมีขนาดพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่มากกว่า 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป โดยสินค้าที่นำเสนอในสโตร์มีความหลากหลายทั้งชนิด ขนาด และราคาถูกกว่า
สัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) อยู่ที่ 55 : 45 ทำให้การบริหารการขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตสลับซับซ้อนกว่าธุรกิจค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่ต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ ใช้ค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ปัจจัยสำคัญในการบริหารร้านค้าแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อให้รอบการหมุนเวียนสินค้าสูงตาม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทิศทางการทำตลาดของไฮเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเรา เริ่มหันไปให้ความสำคัญกับพื้นที่เช่าที่เป็นช้อปปิ้งมอลล์ ที่มีเทรนด์การเติบโตที่ดีกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างรายได้
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีการลดพื้นที่ขายของสโตร์ลง และแทนที่ด้วยพื้นที่เช่าในส่วนของมอลล์ พร้อมกับปรับภาพของตัวเองให้กลายมาเป็นกึ่งๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกับให้น้ำหนักกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสดมากขึ้น เนื่องจากมองว่า การซื้อสินค้าของนักช้อป สามารถเข้าถึงได้ทั้งที่มาในสโตร์ และการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นอีกการปรับตัวที่ทำให้ตลาดค้าปลีกโมเดิร์นเทรด มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากในปัจจุบัน
3.ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) มีขนาดรองลงมาจากไฮเปอร์มาร์เก็ต จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก มักตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือมีอาคารแยกออกมา ตัวอย่าง เช่น Tops, Max Valu, Villa Market และกูร์เมต์ มาร์เก็ตของกลุ่มเดอะมอลล์
สิ่งที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดเล็กกว่ามาก และมุ่งเน้นที่อาหารสด สัดส่วนหมวดสินค้าประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) จึงอยู่ราว 80 : 20
อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตของบ้านเรา เริ่มมีการปรับกลยุทธ์หันมาทำตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก ในรูปแบบของมินิซูเปอร์ พร้อมกับขยายสาขาเข้าไปเปิดในย่านชุมชนมากขึ้นในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับร้านคอนวีเนียนสโตร์ โดยมีบางรายที่มีการพัฒนาฟอร์แมตในรูปแบบของ “ไฮบริด โมเดล” ที่เอาร้านค้าปลีกต่างประเภทมาเปิดร่วมกัน อย่างในกรณีของท็อปส์ ที่เอาร้านไวน์มาเปิดร่วมกับท็อปส์ เดลี่ เป็นต้น
4.ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนหรือใกล้บ้าน เปิดให้บริการเกือบตลอด 24 ชั่วโมง จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัวขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่น 7-Eleven เป็นต้น
5.ร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Store) ร้านค้าที่เน้นจำหน่ายสินค้าเฉพาะกลุ่มอย่างเจาะจง เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และความงามและเครื่องสำอาง อย่าง Watsons, Boots, Eveandboy หรือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเพาเวอร์บาย เป็นต้น
6.โลคอล โมเดิร์นเทรด หรือโมเดิร์นเทรดท้องถิ่น ที่ส่วนใหญ่ทรานส์ฟอร์มตัวเองมาจากการเป็นร้านขายส่งหรือยี่ปั๊วในพื้นที่ มาเปิดเป็นซูเปอร์สโตร์ที่บางรายอาจจะมีการขายส่งควบคู่ไปด้วย
7.ค่าส่งโมเดิร์นเทรดที่ขายในรูปแบบ Cash & Carry อย่างแม็คโคร ที่แม้จะเป็นร้านค้าส่ง แต่ก็มีบางส่วนที่ขายให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็น Eng User อย่างกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มออฟฟิศ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพของค้าปลีกโมเดิร์นเทรดจะออกมาในรูปแบบที่เป็น Blur the Line ที่แต่ละเซกเมนต์เริ่มไม่มีเส้นแบ่ง อย่างกรณีของซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกกลืนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้นในทุกวันนี้
แต่เส้นแบ่งที่ยังมีความชัดเจนน่าจะอยู่ที่เรื่องของพฤติกรรม โดยพฤติกรรมการซื้อในร้านค้าปลีกรูปแบบต่างๆ ทั้งคอนวีเนียนสโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และแม็คโคร มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่ วัตถุประสงค์ในการซื้อ, ปริมาณสินค้า, ความถี่ในการเข้าใช้บริการ, และความต้องการความสะดวกสบาย
อย่างการซื้อในร้านสะดวกซื้อจะเป็นการตอบโจทย์ความสะดวกที่เร่งด่วน หรือความสะดวกในชีวิตประจำวัน ทำให้การซื้อแต่ละครั้งมีจำนวนไม่มาก สินค้าที่ทำเสนอจึงต้องตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าวนี้ อย่างสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มหรือสแน็ค และอาหารพร้อมทาน เป็นการซื้อในจำนวนชิ้นที่ไม่มากนัก ทำให้ความถี่ในการมาซื้อมีค่อนข้างมาก อาจวันละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้น
เรียกได้ว่า คอนวีเนียนสโตร์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็น “ตู้กับข้าว” ที่ตอบโจทย์ Sopping Mission ในเรื่องของความสะดวก ประเภทหิวเมื่อไรก็แวะมา เป็นการช้อแบบ “Shopping for to day”
ขณะที่การซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตจะเป็นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคประจำสัปดาห์หรือประจำเดือน เน้นสินค้าในครัวเรือน อาหารสด อาหารแห้ง ทำให้มีความถี่น้อยกว่า อาจจะมีการใช้บริการเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และเป็นการซื้อในปริมาณปานกลาง มีรายการสินค้าหลากหลายชนิดในการซื้อแต่ละครั้ง รวมถึงมีการวางแผนการซื้อล่วงหน้าพอสมควร มักทำรายการสินค้าก่อนไปช้อป
การซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตจึงเป็นการช้อปแบบ “ Shopping for tomorrow” หรือทำหน้าที่เป็น “ตู้เย็น” ที่ซื้อเพื่อสต๊อก ไว้ใช้ หรือไว้กินในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

ส่วนการซื้อในไฮเปอร์มาร์เก็ตนั้นจะเน้นซื้อสินค้าสำหรับใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก และซื้อสินค้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Dry Grocery เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า หรืออาหารสดบ้างในบางโอกาส ซึ่งจะเป็นการซื้อในปริมาณมาก ทำให้ต้องการสินค้าราคาถูก จนพฤติกรรมในรูปแบบที่ว่านี้ถูกนำมาสร้างเป็นจุดขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งในเรื่องของความหลากหลายของสินค้า และราคาที่รับประกันความถูก โดยอาจจะมีความถี่ในการมาช้อปที่สโตร์เฉลี่ยเดือนหนึ่งหรือ 2 เดือนครั้ง
การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกของไทยเป็นการแข่งขันที่แต่ละช่องทางพยายามสร้างความได้เปรียบในจุดขายที่สร้างขึ้นตามรูปแบบของร้านตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีการรุกข้ามแดนกันบ้าง เช่น ร้านสะดวกซื้อขยายไลน์สินค้าอาหารสด หรือไฮเปอร์มาร์เก็ตปรับรูปแบบร้านให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น
ตลาดค้าปลีกในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 4.25 ล้านล้านบาท ยังคงมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง แม้ว่ายอดขายส่วนใหญ่ยังมาจากร้านค้าแบบออฟไลน์ (Offline Retail) แต่สัดส่วนกำลังลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยร้านค้าแบบออฟไลน์ ที่รวมโมเดิร์นเทรดและร้านค้าดั้งเดิม ยังคงครองสัดส่วนส่วนใหญ่ของตลาดค้าปลีก โดยในปี 2568 คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81.3% ของยอดขายทั้งหมด แม้สัดส่วนจะลดลงเล็กน้อยแต่ก็ยังถือว่าใหญ่ที่สุด
ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมีการระบุออกมาอย่างชัดเจนว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่เป็นเชนโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ ซีพี และบิ๊กซี เป็นต้น ซึ่งมีการรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก จะมีสัดส่วนยอดขายรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 32% ของมูลค่าตลาดโดยรวม
การเติบโตของตลาดที่น่าสนใจจะถูกโฟกัสมาที่ผู้ประกอบการที่เป็น “แถว 2” ของตลาด ซึ่งก็คือบรรดาโลคอล โมเดิร์นเทรดทั้งหลาย โดยผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะมียอดขายต่อบริษัทระหว่าง 1,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี อาทิ ตั้งงี่สุน อุดรธานี ยงสงวน อุบลราชธานี ธนพิริยะ เชียงราย เซนโทซ่า ขอนแก่น ส.ล. โฮลเซลส์ สกลนคร ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต สหไทย นครศรีธรรมราช ห้างทวีกิจ บุรีรัมย์ ห้างมาเธอร์ ที่กระบี่ ห้างไชยแสง จังหวัดสิงห์บุรี และ Do Home ที่มีฐานที่อุบล เป็นต้น
หากนับเฉพาะค้าปลีกที่ทำตลาดสินค้า FMCG จะมีประมาณกว่า 100 ราย แต่ถ้านับรวมร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างจะมีรวมๆ กันกว่า 200 ราย ตลาดในส่วนนี้จะกินสัดส่วนประมาณ 18 – 20% ของตลาดค้าปลีกค้าส่งส่วนโดยรวม
ขณะที่ผู้ประกอบการในแถวที่ 3 ของตลาดค้าปลีกบ้านเราจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เรียกว่า “โชวห่วย” จะกินสัดส่วนประมาณ 50% ของตลาด โดยผู้ประกอบการในส่วนนี้จะมีรวมๆ กันราว 4 – 5 แสนราย ตัวเลขนี้จะอยู่ประมาณนี้มานาน เนื่องจากแม้จะมีผู้ประกอบการโชวห่วยที่ล้มหายตายจากไป แต่ก็มีรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นธุรกิจที่เข้ามาทำได้ไม่ยากนั่นเอง...