ด้วยเหตุผลของการที่ในปัจจุบันลูกค้า โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นคนที่เบื่อง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องการอะไรที่แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้หนึ่งในรูปแบบการแข่งขันในตลาดร้านอาหารของบ้านเราถูกโฟกัสมาที่การนำเสนอเมนูใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า NPD หรือ New Product Development กลายเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการดึงให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่า ไม่เพียงจะส่งผลทำให้การทำตลาดของสาขาที่เปิดใหม่ดูง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงส่งสำคัญในการช่วยสร้างตัวเลขการเติบโตของสาขาเดิมหรือ Same Store Sales Growth (SSSG) โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง SSSG ช่วยบอกได้ว่าร้านอาหารแบรนด์ไหนสามารถแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่งได้หรือไม่ หรือสามารถเพิ่มยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล (Average Spending Per Bill) หรือจำนวนลูกค้า (Traffic) ได้สำเร็จหรือไม่ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ SSSG แสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีกลยุทธ์ที่ยั่งยืนในการรักษาความภักดีของลูกค้า
การรุกตลาดของซีอาร์จี หรือบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด คือภาพที่สะท้อนในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงที่ผ่านมา ซีอาร์จีเองมีการยกระดับหน่วยงานที่ทำ R&D ให้เป็น “Delicious Lab” หรือศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Where Innovation Meets Taste – ผสานนวัตกรรมสู่รสชาติที่เหนือกว่า

Delicious Lab เข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการรุกตลาด ไล่เลียงตั้งแต่
1. เป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต โดย Delicious Lab ไม่ใช่แค่ห้องครัวสำหรับทดลองสูตรอาหาร แต่เป็น "อาวุธลับ" เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในเครือซีอาร์จี ที่รวมถึง KFC, Mister Donut, Auntie Anne's และอื่นๆ ผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด
2. สร้างความแตกต่างและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ในตลาดที่มีแบรนด์ร้านอาหารหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ความแตกต่างคือกุญแจสำคัญ Delicious Lab ช่วยให้ซีอาร์จีสามารถสร้างสรรค์รสชาติที่เหนือกว่า ผ่านการพัฒนาเมนูใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างจากคู่แข่งทำให้สามารถตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภค ด้วยการคิดค้นและต่อยอดเมนูใหม่ให้ทันกระแสหรือสามารถสร้างเทรนด์การบริโภคใหม่ๆ ในตลาดได้ เช่น การออกเมนูที่ใช้วัตถุดิบทรัฟเฟิล หรือการเติมไข่กุ้งใน Auntie Anne's
3. ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเกิดขึ้นบนแนวคิด "Where Innovation Meets Taste – ผสานนวัตกรรมสู่รสชาติที่เหนือกว่า" ในการดำเนินงาน ทำให้มีการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การอาหารมาใช้ในการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ "อร่อย" และ "แปลกใหม่" อย่างมีหลักการและมีประสิทธิภาพ
4. สร้างความยั่งยืนขององค์กร โดยความสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องยอดขาย แต่ยังครอบคลุมถึงความยั่งยืนในระยะยาว เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดของเสียในกระบวนการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บอกกับเราว่า หัวใจอย่างหนึ่งของธุรกิจอาาหรคือเมนูใหม่ๆ ซึ่ง Delicious Lab จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ครีเอตเมนูใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาเมนู หรือ New Product Development ที่ส่งเข้ามาทำตลาด จะมาจากอินไซต์ข้อมูลของลูกค้า รวมถึงการมองเทรนด์ว่าเมนูในรูปแบบไหนจะมา หรืออาหารประเภทไหนที่คนไทยจะนิยมบริโภค นอกจากการมองเทรนด์แล้ว ยังมีการออกไปดูงานในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยว เพื่อดูว่าสิ่งไหนจะรุ่ง หรือสิ่งไหนจะเอาท์ เพื่อนำมาปรับ และพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของพวกเขาให้มากที่สุด
ผู้บริหารของซีอาร์จี ยกตัวอย่างการพัฒนาเมนูใหม่ที่ประสบความสำเร็จในปี 2568 ว่ามีอยู่หลากหลายเมนู ส่วนใหญ่ จะมาจากอินไซต์ของลูกค้าว่าต้องการแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น มิสเตอร์ โดนัท กับเมนู “โดนัทมัทฉะ” ที่โดดเด่นด้วยรสชาติ ชาเขียวอุจิเข้มข้น ทั้งแบบท็อปปิ้ง สอดไส้ และผสมผงชาเขียวลงในเนื้อแป้งไวท์พอนเดอริง, อานตี้ แอนส์ กับ “แซนวิชแฮมชีสเพสโต้” และ “ชิโอะ เพรทเซล” ที่กำลังเป็นกระแสนิยม รวมถึงคัตสึยะ ที่ปรับโฉมร้านและยกระดับประสบการณ์ การทานทงคัตสึคู่กับนาเบะ ทั้งแบบสุกี้ยากี้ และแบล็กทรัฟเฟิลชีสล้น พร้อมมอบความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้ เป็นต้น

เขาบอกอีกว่า เราขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารด้วยการผสานข้อมูลเชิงลึก เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยอาศัย Big Data และ AI ในการวิเคราะห์เทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว พร้อมสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยเมนูที่หลากหลาย เช่น เมนูเพื่อสุขภาพที่ลดโซเดียมและน้ำตาล เมนูเฉพาะทางสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการบริโภคอาหาร เมนูทางเลือกอย่าง Plant-based, High Protein และ Low-carb
รวมถึงการพัฒนาแป้งโดนัทสูตรใหม่และการสร้าง Taste Profile จากแรงบันดาลใจของขนมญี่ปุ่นให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
สิ่งที่คุณณัฐย้ำถึงหัวใจสำคัญของการนำเสนอนวัตกรรมผ่าน Delicious Lab ก็คือการทำตลาดร้านอาหารในปี 2569 นั้นมีความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ กำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง ไปจนถึงการมีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น
ทำให้ความหลากหลายของเมนูกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้ เพราะลูกค้าอยากลองของใหม่ๆ ยิ่งปัจจุบันโซเชียล มีเดียเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนอยากไปลองของใหม่และโพสต์ ยิ่งอะไรที่เป็นกระแสก็ยิ่งทำให้พวกเขาอยากลอง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อการเติบโตทั้งสาขาใหม่ และยอดขายที่เป็น Same Store ที่ต้องพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งถ้าไม่พัฒนา ยอดขายจากสาขาเดิมจะตกลง แต่ถ้าพัฒนาขึ้นยังไงก็ช่วยสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นได้แน่นอน
“Delicious Lab ยังมีแผนร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำในการพัฒนาเมนู Collaboration เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพทีมงานร่วมกับองค์กรชั้นนำ” คุณณัฐ กล่าวสรุปทิ้งท้าย