MI GROUP เปิดตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาของไทยในปี 2025 พบว่ามีการเติบโตเพียง 0.04% เมื่อเทียบกับปี 2024 และถ้าดูย้อนหลังกลับไป 5 ปี หลังวิกฤติ COVID-19 จะพบว่าเป็นปีที่มีการเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP อธิบายว่า ปี 2025 เม็ดเงินโฆษณาในไทยมีการเติบโตแบบประคองตัว โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 85,817 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภวัตมองว่าตลาดโฆษณาของไทยกำลังเข้าสู่รอบใหม่ที่เรียกว่าเป็น “การเติบโตอย่างมีโครงสร้าง” เนื่องจากเริ่มเห็นภาพรัฐบาลใหม่ชัดขึ้น ส่งผลความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสัญญาณฟื้นตัว
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปี 2025 นี้ถือเป็นปีแรกที่เม็ดเงินในสื่ออินเทอร์เน็ตก้าวขึ้นแซงหน้าสื่อดั้งเดิมอย่างทีวีอย่างเป็นทางการ โดยงบโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตมีตัวเลขจบที่ 33,105 ล้านบาท เติบโต 5% และมีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 39% (ปี 2024 อยู่ที่ 31,554 ล้านบาท) ขณะที่สื่อทีวีมีมูลค่าอยู่ที่ 31,343 ล้านบาท เติบโตติดลบ 5% มีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 37% (ปี 2024 อยู่ที่ 33,129 ล้านบาท)
ส่วนสื่อที่มีการใช้เงินเป็นอันดับ 3 คือ สื่อ Out of Home มีตัวเลขอยู่ที่ 15,581 ล้านบาท เติบโต 14.9% มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 18% ที่เหลืออีก 6% เป็นสื่ออื่นๆ
สำหรับแนวโน้มของอุตสาหกรรมโฆษณาในปี 2026 ภวัตมองว่าตลาดโฆษณาเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ดูได้จากตัวเลขการใช้เงินโฆษณาในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเดือนมกราคมมีตัวเลขบวกอยู่ที่ 1.21%
“หากมองข้ามบริบทการเมือง แล้วโฟกัสที่โฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เริ่มเห็นสัญญาณบวก ปลุกความเชื่อมั่นให้ปี 2026 ภายใต้บริบทของรัฐบาลชุดใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้หยุดชะงักหลังมีการยุบสภา แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่เริ่มเห็นชัดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อุตสาหกรรมโฆษณาและการสื่อสารการตลาดกำลังเข้าสู่รอบการปรับสมดุลครั้งสำคัญ จากยุคที่เน้น Performance เป็นหลัก (ยอดขายระยะสั้น) สู่ยุคที่แบรนด์เริ่มกลับมาให้ความสำคัญในสร้างรากฐานระยะยาวควบคู่กับยอดขายระยะสั้น”
โดยทาง MI GROUP ประเมินว่า 10 กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดในปีนี้คือ
1. Personal Care: Oral, Skin, Hair ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน, ผิวหน้าและกาย, เส้นผมและหนังศีรษะ มูลค่าประมาณ 11,500 ล้านบาท
2. Retail Stores & Outlets ค้าปลีก มูลค่าประมาณ 9,200 ล้านบาท
3. Beverage Non alcohol เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท
4. Government-related Projects สื่อสารองค์กรและกิจกรรมของภาครัฐหรือเกี่ยวกับภาครัฐ มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท
5. Pharma & Vitamin กลุ่มยาและอาหารเสริม มูลค่าประมาณ 5,400 ล้านบาท
6. Leisure กิจกรรมสันทนาการ, บันเทิง, งานแสดง นิทรรศการต่างๆ มูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท
7. Dairy Products กลุ่มผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือก มูลค่าประมาณ 4,100 ล้านบาท
8. Motor Vihecles สินค้ากลุ่มยานยนต์ มูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท
9. Communications ระบบสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสาร มูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาท
10. Foodstuff อาหาร, อาหารสำเร็จรูป มูลค่าประมาณ 1,800 ล้านบาท
ภวัต กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2026 คาดการณ์ว่าตลาดโฆษณาจะกลับมาคึกคักขึ้น มูลค่ารวมจะขยับไปที่ 87,264 ล้านบาท เติบโตประมาณ +1.69% โดยมีทิศทางที่น่าสนใจ คือ
- สื่อ Internet จะยังคงครองแชมป์เป็นปีที่ 2 ด้วยตัวเลขคาดการณ์ประมาณ 34,760 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง 40% ของตลาด
- สื่อ Out of Home (OOH) ยังคงเป็นดาวรุ่ง และเป็นสื่อออฟไลน์เพียงชนิดเดียวที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 18% ในปี 2025 ขึ้นเป็น 21% ในปี 2026 โดยมีเม็ดเงินอยู่ที่ 17,918 ล้านบาท
- สื่อทีวียังคงเป็นขาลงแต่เริ่มชะลอตัว โดยสัดส่วนงบทีวีจะลดลงเหลือเพียง 33% โดยมีตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 29,149 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นปีแรกที่ตัวเลขตกลงมาต่ำกว่าระดับ 30,000 ล้านบาท จากที่เคยมีตัวเลขสูงถึง 73,595 ล้านบาท ในปี 2014 ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองของสื่อทีวี
ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีย้อนหลังมีดังนี้
ปี 2011 มูลค่า 62,238 ล้านบาท
ปี 2012 มูลค่า 68,105 ล้านบาท
ปี 2013 มูลค่า 69,249 ล้านบาท
ปี 2014 มูลค่า 73,595 ล้านบาท
ปี 2015 มูลค่า 72,207 ล้านบาท
ปี 2016 มูลค่า 59,502 ล้านบาท
ปี 2017 มูลค่า 48,767 ล้านบาท
ปี 2018 มูลค่า 47,785 ล้านบาท
ปี 2019 มูลค่า 46,931 ล้านบาท
ปี 2020 มูลค่า 37,415 ล้านบาท
ปี 2021 มูลค่า 37,411 ล้านบาท
ปี 2022 มูลค่า 36,726 ล้านบาท
ปี 2023 มูลค่า 35,364 ล้านบาท
ปี 2024 มูลค่า 33,129 ล้านบาท
ปี 2025 มูลค่า 31,343 ล้านบาท
ปี 2026 มูลค่า 29,149 ล้านบาท *คาดการณ์
ขณะที่เม็ดเงินของสื่ออินเทอร์เน็ตกลับมีการเติบโตสวนทางกัน คือ
ปี 2011 มูลค่า 2,005 ล้านบาท
ปี 2012 มูลค่า 2,783 ล้านบาท
ปี 2013 มูลค่า 3,733 ล้านบาท
ปี 2014 มูลค่า 6,115 ล้านบาท
ปี 2015 มูลค่า 8,084 ล้านบาท
ปี 2016 มูลค่า 9,477 ล้านบาท
ปี 2017 มูลค่า 12,402 ล้านบาท
ปี 2018 มูลค่า 16,928 ล้านบาท
ปี 2019 มูลค่า 19,555 ล้านบาท
ปี 2020 มูลค่า 21,058 ล้านบาท
ปี 2021 มูลค่า 24,766 ล้านบาท
ปี 2022 มูลค่า 25,729 ล้านบาท
ปี 2023 มูลค่า 29,283 ล้านบาท
ปี 2024 มูลค่า 31,544 ล้านบาท
ปี 2025 มูลค่า 33,105 ล้านบาท
ปี 2026 มูลค่า 34,760 ล้านบาท *คาดการณ์