แวดวงธุรกิจอาหารบ้านเรา หากพูดถึงชื่อ “ไมเนอร์ ฟู้ด” (Minor Food) หลายคนคงนึกถึงเจ้าตลาดอาหารตะวันตกเช่น พิซซ่า หรือไอศกรีม น้อยคนนักจะรู้ว่าตลอด 16 ปีที่ผ่านมา มีหนึ่งคำถามที่ยักษ์ใหญ่รายนี้ถูกจ่อไมค์ถามมาโดยตลอดคือ “เมื่อไหร่ไมเนอร์จะมีร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นของตัวเองสักที?”
วันนี้คำตอบนั้นปรากฏชัดเจนแล้วเมื่อไมเนอร์ฟู้ดเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า The Stone ซึ่งถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ไมเนอร์ ฟู้ดใช้เวลาซุ่มพัฒนาคอนเซปต์เพื่อกระโดดเข้าสู่สมรภูมิอาหารญี่ปุ่นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทที่กำลังอิ่มตัว

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เผยถึงเหตุผลเบื้องหลังว่าตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เราถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเมื่อไหร่ไมเนอร์จะมีร้านอาหารญี่ปุ่น วันนี้เราเลือกเปิด The Stone เพราะเราไม่อยากลงไปแข่งในตลาดที่เต็มไปด้วยการตัดราคาหรืออยู่ในช่วงอิ่มตัวแล้ว เราเลือกที่จะมองหาช่องว่างในตลาดด้วยการส่งมอบประสบการณ์แบบ Specialty ที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์จริง ๆ
การมาของ The Stone จึงเป็นการนิยามใหม่ของคำว่า Premium Mass ที่หยิบเอาประสบการณ์ระดับไฟน์ไดนิ่งมาเสิร์ฟในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ พร้อมเสิร์ฟในหม้อหินร้อนที่ต้องเดือดด้วยเหตุผล ของร้อนต้องเสิร์ฟร้อน
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ไมเนอร์กล้าเดิมพันกับตลาดนี้? และทำไมอุด้งหม้อหินร้อนนี้ถึงอาจกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขยายไปถึง 100 แห่งทั่วประเทศ มาไขคำตอบไปพร้อมกัน

5 จุดแข็ง “The Stone” อุด้งหม้อหินร้อนที่แตกต่าง
อนุพนธ์ เปิดเผยว่า The Stone มีจุดขายสำคัญ 5 ข้อ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดอุด้งในไทย
1. ขายประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Experience) แบรนด์เน้นการทำ Experience Marketing ที่ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ครบ ไม่ว่าจะเป็นรูป (การจัดจานในหม้อหินที่แปลกใหม่), รส (รสชาติซุปที่พิถีพิถัน), กลิ่น (ความหอมจากความร้อน), เสียง (ความเดือดปุดๆ ในหม้อ) และ สัมผัส (ความร้อนที่คงอยู่ตลอดการทาน) โดยมีแนวคิดว่า “ของร้อน ต้องเสิร์ฟร้อน” หากอาหารไม่เดือด จะไม่นำออกมาเสิร์ฟลูกค้าเด็ดขาด
2. เส้นอุด้งที่มีเอกลักษณ์ 3 รูปแบบ คือ
- INANIWA UDON อินานิวะอุด้ง เส้นที่บาง รูปทรงแบน เรียบเนียน รับประทานง่าย
- SANUKI UDON ซานุกิอุด้ง เส้นหนาปานกลาง รูปทรงเหลี่ยม เหนียวนุ่มพิเศษ
- MOCHI UDIN โมจิอุด้ง เส้น Signature ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเองโดยนำความหนึบแบบโมจิมาผสมกับอุด้ง เพื่อให้ได้สัมผัสที่แตกต่างและหาทานได้ที่ The Stone เท่านั้น

3. เรื่องของซุปถือเป็นหัวใจหลักของร้าน โดยมีให้เลือกทั้ง ซุปใส, ซุปข้น และซุปรสเผ็ด ผ่านกระบวนการเคี่ยวอย่างยาวนานข้ามคืนเพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อม พร้อมนำเสนอซุปสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ที่ไม่ค่อยถูกเสิร์ฟคู่กับอุด้งในตลาดเดิม ทั้งเมนู Non-Spicy และ Spicy ตอบโจทย์ทั้งสายคลาสสิกและสายกล้าลอง ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้ “อุด้ง” กลายเป็นเมนูที่สนุกและร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น
4. เครื่องเคียงเติมได้ไม่อั้น เพื่อสร้างความคุ้มค่า (Value for Money) ร้านจะมีเครื่องเคียง 7 อย่างประกอบด้วย สลัดมันฝรั่ง, สลัดข้าวโพด, กิมจิ, ผักโขมน้ำมันงา, หัวไชเท้าดอง, กิมจิก้านไชเท้า และโอเด้งทอดกรอบซึ่งเป็นตัว Signature โดยเครื่องเคียงทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถขอเติมได้ตลอด
5. ราคาเข้าถึงง่าย วางตำแหน่ง Premium Mass แม้จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมียมเหมือนนั่งทานในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง ทั้งการตกแต่งร้านและรูปแบบการเสิร์ฟ แต่มีการตั้งราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและจับต้องได้ โดยราคาเริ่มต้นเพียง 139 บาทเท่านั้น
เมนูซิกเนเจอร์ สำหรับ Non-spicy ได้แก่
- ซุปใสไข่หยดน้ำกับเกี๊ยวหมู และเส้นโมจิอุด้ง ราคา 139 บาท
- ซุปทงคตสึหมูสามชั้นตุ๋น และเส้นชานุกิอุด้ง ราคา 239 บาท
- ซุปชิราดาชิหมูสามชั้นสไลด์ และเส้นอินานิวะอุด้ง ราคา 179 บาท

เมนูซิกเนเจอร์ สำหรับ Spicy ได้แก่
- ซุปซี่โครงเผ็ด และเส้นอินานิวะอุด้ง ราคา 239 บาท
- ซุปกิมจิเต้าหู้อ่อน หมูสามชั้นหั่น และเส้นโมจิอุด้ง ราคา 179 บาท
- ซุปทงคตสึแบบเผ็ดหมูสามชั้นตุ๋น และเส้นชานุกิอุด้ง ราคา 239 บาท
สำหรับเป้าหมายความสำเร็จของสาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการในวันที่ 27 มีนาคมนี้ อนุพนธ์ได้เผยว่า เราตั้งเป้าหมายให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเกิน 100 บิลต่อวัน โดยคาดการณ์ว่าใน 1 บิลจะมีลูกค้ามาทานเฉลี่ยมากกว่า 1-2 คน ซึ่งจะทำให้มีจำนวนลูกค้าหมุนเวียนเฉลี่ยประมาณ 200 คนต่อวัน ในขณะที่ยอดใช้จ่าย (Spending per bill) ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 300 บาทต่อบิล โดยคาดการณ์ยอดขายรวมเดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยอดขายและจำนวนลูกค้าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ไมเนอร์ ฟู้ด จะใช้เวลาเพียง 6 เดือนในการวัดผลการดำเนินงาน เพื่อตัดสินใจว่าจะสเกลแบรนด์นี้หรือไม่ โดยจะพิจารณาจากทั้งรายได้และความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหากผลตอบรับเป็นไปตามเป้าหมายก็พร้อมจะเดินหน้าขยายสาขาให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศภายใน 5 ปี

ก้าวใหม่จาก “Operator” สู่ “Innovator”
การเปิดตัว The Stone คือภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กร จากผู้เชี่ยวชาญการบริหารแบรนด์ (Operator) สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร (Innovator) อย่างเต็มตัว
อนุพนธ์ ได้ฉายภาพไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราเปลี่ยนตัวเองจาก Operator มาเป็น Innovator อย่างเต็มตัว โจทย์ของเราคือต้องมีของใหม่ออกมาให้ผู้บริโภคเห็นในทุก ๆ ปี โดยวางรูทการพัฒนาไว้ 2 เส้นทางหลัก หนึ่งคือการแตกจากแบรนด์เดิมให้กลายเป็นคอนเซปต์ใหม่ ๆ และสองคือการสร้าง New Brand หรือแบรนด์ใหม่แกะกล่องอย่าง The Stone เพื่อเข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่ตลาดยังขาดอยู่”
การแตกจากแบรนด์เดิมเป็นการนำแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วมาพัฒนาเป็นคอนเซปต์ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การเปิดคอนเซปต์ใหม่ของ Swensen's หรือ Sizzler Sun and Moon และการสร้างแบรนด์ใหม่ เป็นการสร้าง Footprint ใหม่ในเซกเมนต์ที่ไมเนอร์ไม่เคยทำมาก่อน เช่น แบรนด์ The Stone,Steak and Mall หรือ Hey Gusto
นอกจากแบรนด์ The Stone ที่เพิ่งเปิดตัวแล้ว ทางผู้บริหารได้แย้มข้อมูลว่าในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้จะมีการเปิดตัวแบรนด์ในกลุ่มของหวานตัวใหม่ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ให้ครบถ้วน