BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,750
VIEWS

จาก Signal to Strength ผู้นำยุคใหม่ต้องอ่าน “สัญญาณอ่อน” ให้ขาด ก่อนจะกลายเป็นวิกฤต

พ.ค. 26, 2569 N.Rotchana
ความสำเร็จเมื่อวาน ไม่สามารถการันตีความอยู่รอดในวันพรุ่งนี้ และการรอให้เกิด “วิกฤต” อาจหมายถึงการก้าวตามหลังคู่แข่งจนตามไม่ทัน บทความนี้จะพาไปทบทวนบทบาทการเป็นผู้นำ จากงาน AIS PRESENTS WTF Festival into the world of outliers กับ Session “From Signal to Strength, Why Leaders Don't Quit” โดยคุณอราคิน รักษ์จิตตาโภค
 
[ สัญญาณแรง VS สัญญาณอ่อน ]
 
แนวคิดนี้เริ่มต้นจากการเปรียบเทียบประสบการณ์เฉียดตายของคุณอราคินบนเสาสัญญาณเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เหตุการณ์นี้ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบว่าเป็น “สัญญาณแรง” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนจะต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยหรือแก้ไขปัญหาทันที เพราะโลกธุรกิจ หากเรารอจนเกิดสัญญาณแรงแล้วค่อยเริ่มลงมือทำ เราอาจจะเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นและพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งได้  
 
[ การมองหาโอกาสจาก “สัญญาณอ่อน” ]
 
เพื่อไม่ให้สายเกินไป หัวใจสำคัญคือการมีใจรักสัญญาณอ่อนหรือการมองเห็นโอกาสดี ๆ ก่อนใคร ยกตัวอย่าง Airbnbเพราะหากย้อนเวลากลับไป คงไม่มีใครเชื่อว่าการนำบ้านของตัวเองมาทำเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโรงแรมออนไลน์จะสามารถทำกำไรได้มหาศาล
 
อย่างไรก็ตาม การกระโดดลงไปเล่นในตลาดที่เป็น “สัญญาณแรง” หรือมีคนทำไปเยอะแล้ว ก็ใช่ว่าจะต้องแพ้เสมอไป หากเราสามารถทำได้ดีกว่าคนอื่น คุณอราคิณยกตัวอย่างกรณี iPod จาก Apple  
 
Apple ไม่ใช่ผู้คิดค้นเทคโนโลยีเครื่องเล่น MP3 เป็นคนแรก พวกเขาเข้ามาทำตลาดในตอนที่เครื่องเล่นเพลงพกพามีหลายยี่ห้อและกลายเป็น Common word ไปแล้ว แต่เหตุผลที่ iPod ซึ่งออกมาทีหลังสามารถเอาชนะในตลาดได้ เป็นเพราะ Apple ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มี Ecosystem ที่เหนือกว่านั่นเอง
 
[ การจับสัญญาณอ่อนสำหรับ Startup ]
 
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจหรือมองหาไอเดียใหม่ ๆ ในการทำสตาร์ทอัพ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจ “สัญญาณอ่อน” จากลูกค้าอย่างลึกซึ้ง หลายครั้งที่ผู้ประกอบการมักจะใช้วิธีการสอบถามความต้องการของลูกค้าโดยตรง แต่วิธีนี้อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดได้ เพราะความจริงคือลูกค้ามักจะโกหกหรือแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองด้วยซ้ำ ลูกค้าอาจจะตอบด้วยความเกรงใจ หรือตอบในสิ่งที่คิดว่าคนถามอยากได้ยิน ดังนั้น หน้าที่ของนักล่าสัญญาณคือการไม่เชื่อแค่คำพูด ต้องสังเกตและเจาะลึกไปถึงพฤติกรรมที่แท้จริง 
 
อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญในการหาสัญญาณอ่อนคือ การพาตัวเองออกจากกรอบความคิดเดิม ๆ หากคุณกำลังตันและคิดไอเดียไม่ออก ให้ลองมองหาแรงบันดาลใจจากสิ่งอื่นที่อยู่นอกอุตสาหกรรมของคุณ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ ชุดว่ายน้ำของ Speedo รุ่น Fastskin ที่ต้องการพัฒนาชุดที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับนักกีฬาว่ายน้ำ แทนที่จะศึกษาเรื่องเนื้อผ้าแบบเดิม ๆ พวกเขาหันไปศึกษาธรรมชาติ และได้แรงบันดาลใจมาจากผิวหนังของฉลาม นวัตกรรมชุดว่ายน้ำนี้ ช่วยลดแรงเสียดทานในน้ำได้อย่างมหาศาล จนทำให้นักกีฬาที่สวมใส่ชุดนี้สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิก
 
เมื่อคุณได้ไอเดียจากสัญญาณอ่อนแล้ว กฎเหล็กข้อต่อมาคืออย่าเพิ่งรีบลงทุนก้อนใหญ่ ให้เริ่มเรียนรู้และทดลองทำทีละนิด เพื่อเรียนรู้จากความล้มเหลวเล็ก ๆ ก่อน ย้อนกลับไปในยุคที่มีการแข่งขันกันสร้างเครื่องบินลำแรกของโลก คู่แข่งคนอื่น ๆ มักจะใช้วิธีสร้างเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ใส่ลงไปในโครงสร้าง แล้วให้คนขับพุ่งตัวตกลงมาจากหน้าผา ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวและอันตรายถึงชีวิต
 
ทางตรงกันข้าม พี่น้องตระกูลไรต์ (Wright brothers) กลับเลือกวิธีที่ต่างออกไป พวกเขาเริ่มต้นทดลองเล็ก ๆ จากการสร้างว่าวบังคับด้วยสาย เพื่อทำความเข้าใจเรื่องแรงยก และการควบคุมทิศทางลมเสียก่อน จากความล้มเหลวเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ พัฒนาใส่เครื่องยนต์เข้าไป จนในที่สุดก็กลายเป็นผู้ที่สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกได้สำเร็จ
 
บทเรียนนี้สอนให้สตาร์ทอัพรู้ว่าการทดลองเล็ก ๆ เพื่อหาความรู้และจับสัญญาณที่ถูกต้องนั้น สำคัญกว่าการทุ่มทรัพยากรมหาศาลไปกับสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
 
 
[ กับดักและสัญญาณอ่อนใน Enterprise ]
 
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรมักจะเปลี่ยนโหมดจากการพุ่งชนไปสู่การดำเนินงานแบบ Operation Mode ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้องค์กรใหญ่มักมองข้ามสัญญาณความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก หรือแม้แต่มองเห็นแล้วแต่ไม่กล้าขยับตัว เพราะติด “กับดักความสำเร็จเดิม”
 
ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาอธิบายให้เห็นภาพคือ Kodak ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมกล้องดิจิทัลได้เป็นรายแรก ๆ ของโลก แต่ด้วยความที่ธุรกิจหลักคือการขายฟิล์ม การจะดันกล้องดิจิทัลที่ใช้หน่วยความจำแทนฟิล์มออกมา จึงสร้างความกังวลว่าจะมากระทบรายได้หลักของตัวเอง ทำนองเดียวกันกับ Nokia ที่ครั้งหนึ่งเคยมีแนวคิดเรื่อง App Store ของตัวเองมาก่อน แต่กลับไม่กล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์และปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพราะยังห่วง Ecosystem แบบเดิม ๆ ของตนเองอยู่ สุดท้ายทั้งสองบริษัทจึงต้องพ่ายให้กับความเปลี่ยนแปลง
 
[ เมื่อคนฆ่าเรา ไม่ใช่คนที่เราระวัง ]
 
การวิเคราะห์คู่แข่งหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในองค์กรขนาดใหญ่ บางครั้งก็นำไปสู่การประเมินที่ผิดทิศทาง คุณอราคินได้แชร์ประสบการณ์ในอดีตของ AIS ที่เคยมีรายได้มหาศาลจากบริการส่งข้อความ (SMS)
 
เมื่อถึงจุดที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา องค์กรได้พยายามประเมินว่าอะไรที่จะมาเป็นภัยคุกคาม ซึ่งตอนนั้นมีการวิเคราะห์และคาดการณ์กันว่าน่าจะเป็น Twitter เพราะรูปแบบการใช้งานคือการพิมพ์ข้อความสั้น ๆ คล้ายกัน แต่ในความเป็นจริง การวิเคราะห์นั้นผิดพลาด เพราะผู้ที่เข้ามา Disrupt และทำลายล้างการส่ง SMS ในประเทศไทยอย่างแท้จริงกลับเป็นแอปพลิเคชันอย่าง Line ซึ่งเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสัญญาณอ่อนและภัยคุกคามที่แท้จริง มักจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ
 
[ ความท้าทายในการปลุกคนในองค์กรให้ตื่นตัว ]
 
สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของเงินทุนหรือเทคโนโลยี แต่คือ “คน” เมื่อองค์กรอยู่อย่างมั่นคง พนักงานมักจะขาดความตื่นตัว และเป็นเรื่องยากมากที่ผู้บริหารจะสื่อสารหรือกระตุ้นให้พนักงานทั้งหมดตระหนักว่า คู่แข่งที่แท้จริงในยุคนี้อาจไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเดียวกันอีกต่อไป การทำความเข้าใจว่าภัยคุกคามสามารถโผล่มาจากธุรกิจอื่นหรือสตาร์ทอัพเล็ก ๆ เป็นสิ่งที่พนักงานที่คุ้นชินกับระบบเดิม ๆ มักจะมองข้าม
 
ผลพวงจากการขาดความตื่นตัวและติดกับดักความสำเร็จ ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มีกรอบความคิดในการทำธุรกิจแบบ Play not to lose หรือเล่นเพื่อไม่ให้ตัวเองแพ้ การคิดแบบนี้ทำให้เป้าหมายขององค์กรแคบลง เหลือเพียงแค่การทำโปรดักส์หรือบริการให้ดีกว่าคู่แข่งเดิมนิดหน่อยก็พอแล้ว เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ ซึ่งคุณอราคินมองว่า องค์กรควรเปลี่ยนกรอบความคิดไปสู่การ “Play to win” หรือการเล่นเพื่อเอาชนะเกมอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการกล้าที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาด กล้าทดลองสร้างสิ่งใหม่ ๆ และตอบสนองต่อสัญญาณอ่อนก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะแก้ไข
 
[ จิตวิทยาแห่งการสร้างนวัตกรรมในที่ทำงาน ]
 
หลายครั้งที่ไอเดียใหม่ ๆ ในองค์กรถูกปัดตกไป ไม่ใช่เพราะมันเป็นไอเดียที่ไม่ดี แต่เป็นเพราะอุปสรรคที่อยู่ในห้องประชุม คุณอราคินได้หยิบยกคำว่า “HIPPO” ขึ้นมา ซึ่งย่อมาจาก Highest Paid Person's Opinion หรือการอ้างอิงความคิดเห็นของคนที่ได้เงินเดือนสูงสุดในห้องประชุมเป็นหลัก ซึ่งก็คือหัวหน้าหรือผู้บริหารนั่นเอง
 
การปล่อยให้ฮิปโปเป็นผู้นำการสนทนา หรือเป็นผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียวนั้น เป็นตัวการสำคัญที่ดับฝันนวัตกรรม เพราะมันจะทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการรู้สึกเกร็ง และไม่กล้าที่จะเสนอไอเดียที่แตกต่างออกไป
 
แล้วจะทำอย่างไรให้พนักงานกล้าคิดกล้าทำ? คำตอบคือการสร้าง ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างนวัตกรรม องค์กรต้องทำให้พื้นที่ทำงานเป็นเซฟโซน พนักงานจะต้องรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ และกล้าที่จะล้มเหลว พวกเขาต้องสามารถพูดคุยถึงปัญหา หรือเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมได้อย่างเปิดใจ โดยไม่ต้องระแวงว่าจะถูกหัวหน้าตำหนิหรือถูกตัดสินว่าไร้ความสามารถ
 
นอกจากสภาพจิตใจแล้ว สภาพแวดล้อมก็มีผล คุณอราคินระบุว่า ไอเดียสร้างสรรค์มักจะไม่ได้เกิดขึ้นในตอนที่เรานั่งเคร่งเครียดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แต่ไอเดียดี ๆ มักจะปิ๊งขึ้นมาในสถานที่ที่สมองได้ผ่อนคลาย เช่น ในร้านกาแฟ ในห้องน้ำ หรือแม้แต่ตอนที่กำลังนั่งอยู่บนเครื่องบิน ดังนั้น การสร้างบรรยากาศในออฟฟิศให้มีความผ่อนคลายและสนุกสนาน จึงเป็นการเอื้อให้สมองพร้อมสำหรับการดักจับสัญญาณอ่อนและคิดสิ่งใหม่ ๆ
 
อีกทั้งการปล่อยให้พนักงานทำหน้าที่เดิม ๆ ในแผนกเดิมเป็นเวลานานเกินไป จะนำไปสู่ความคุ้นชินและภาวะหมดไอเดีย วิธีแก้ปัญหาที่แนะนำคือ ควรมีการจัดให้พนักงานได้หมุนเวียนงานในทุก ๆ 2 ปี การให้คนไปเรียนรู้งานในจุดอื่น จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และทำให้พวกเขาสามารถนำทักษะหรือความรู้จากแผนกเดิม ไปประยุกต์และสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ในแผนกใหม่ได้
 
มีผลการทดลองทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ เป็นการสำรวจทีมงาน โดยถ้าคะแนนยิ่งน้อยจะยิ่งสะท้อนความปลอดภัยที่สูงขึ้น เพื่อดูว่าสมาชิกในทีมรู้สึกว่าพื้นที่นี้ปลอดภัยมากพอที่จะกล้าเสี่ยง กล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ และกล้าที่จะล้มเหลว พวกเขาต้องสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ยอมรับความผิดพลาด หรือเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อถึงทางตันได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าจะถูกเพื่อนร่วมทีมดูถูก ถูกมองว่าไร้ความสามารถ หรือถูกหัวหน้าตำหนิและลงโทษ
 
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า หากองค์กรต้องการดักจับสัญญาณอ่อนและสร้างนวัตกรรมให้สำเร็จ การรวบรวมคนเก่งมาไว้ด้วยกันนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ผู้นำต้องมีหน้าที่สร้างเซฟโซนทางจิตใจให้เกิดขึ้นในทีมให้ได้เสียก่อน เพราะนวัตกรรมจะไม่มีทางเกิดในพื้นที่ที่คนทำงานเต็มไปด้วยความกลัว
 
 
 

จาก Signal to Strength ผู้นำยุคใหม่ต้องอ่าน “สัญญาณอ่อน” ให้ขาด ก่อนจะกลายเป็นวิกฤต

Passion - Patience - People กุญแจ 3 ดอกสู่ความสำเร็จของแบรนด์พันล้านอย่าง GENTLEWOMAN

บทเรียนจาก 'ยืดเปล่า' สู่ยอดขายพันล้าน ด้วยคาถาสะกดความกลัว ‘อย่าเพิ่งบอกว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลอง’

เลิกถามว่า "ทำงานอะไร" แล้วกลับมาถามใจว่า "เราคือใคร" ในโลกยุคใหม่ที่คาดเดาไม่ได้

ฟังเสียงใจตัวเองให้เป็นแล้วจะเห็นความสำเร็จ กว่าจะเป็น L&E Beyond ด้วยหัวใจที่ Alive ของ “แอมป์ อโรชา”

Passion - Patience - People กุญแจ 3 ดอกสู่ความสำเร็จของแบรนด์พันล้านอย่าง GENTLEWOMAN

CEO as Brand สูตรพลิกโฉม “นมตรามะลิ” จากแบรนด์ 60 ปี สู่ไวรัลหลักล้านบน TikTok

Pramy จากศูนย์สู่ 2 พันล้านด้วยอินไซต์คนรักแมว ถอดบทเรียน Outlier สายดาต้า “คริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี”

Read More Stories  

Research

เมื่อ T-Beauty หยุดวิ่งตาม และเริ่มสร้างทางของตัวเอง พร้อมอัปเดต 5 เทรนด์ที่จะกำหนดทิศทาง T-Beauty

รู้จักจีนน้อยไป AI ระดับโลกกำลังคิดแบบปักกิ่ง เมื่อข่าวดีจากทั่วโลกต้องจ่ายเงิน แต่โฆษณาชวนเชื่อจีนให้ฟรี

เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม

ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล

Read More Stories  

Digest

คังเซน-เคนโกฯ เปิดตัว 6 ไอเทมใหม่

FWD ประกันชีวิต ต่อยอดอินไซต์ “Micro-communities” เชื่อมผู้คนผ่านความสนใจและไลฟ์สไตล์ ในแคมเปญ “ชอบชีวิตแบบไหนก็ใช้ชีวิตแบบนั้น”

พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดแคมเปญ “พรูเหมาสุขภาพ ให้คุณสบายใจ” ชวนสังคมทบทวนความมั่นคงด้านสุขภาพในวันที่ความเสี่ยงรอบตัวไม่เลือกใคร

Unboxing Ideas

‘L Minimart’ ร้านน้องใหม่จาก Lawson เมื่อความสะดวกจากมินิมาร์ท กับความถูกจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาเจอกัน

‘ChopValue’ บริษัทที่ชุบชีวิตตะเกียบใช้แล้ว กว่า 283 ล้านแท่งให้กลายเป็นของใช้สไตล์มินิมอล ไอเดียดีจนญี่ปุ่นเลิกมองตะเกียบเป็นขยะ!

โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป

“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact