“เพราะเด็กความอ้วนในวันนี้ คือผู้ใหญ่อ้วนขี้โรคในวันข้างหน้า” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) จึงตระหนักและหาวิธีการป้องกันปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า “โรคอ้วนลงพุง” เป็นปัจจัยก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้นการหาทางป้องกันย่อมดีกว่า
การหาทางแก้ไข สสส.จึงเปิดตัว “คู่มือโรงเรียนรักเดิน” นำเสนอแนวทางและเทคนิคในการออกแบบและส่งเสริมการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้โรงเรียนทุกแห่งสามารถนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสม หรือเสริมในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้การเพิ่มกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป็นเรื่องสนุกและส่งเสริมสุขภาพ
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า คู่มือโรงเรียนรักเดินเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สสส.และโรงเรียนนำร่อง 16 แห่ง ได้แก่ 1)โรงเรียนกิ่งเพชร 2)โรงเรียนนนทรีวิทยา 3)โรงเรียนนิมมานรดี 4)โรงเรียนสตรีวุฑฒิศึกษา 5)โรงเรียนวัดสังเวช 6)โรงเรียนวัดสุทธิวราราม 7)โรงเรียนศึกษานารี 8)โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 9)โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) 10)โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง 11)โรงเรียนราชวินิตมัธยม 12)โรงเรียนราชวินิตบางแค ปานขำ 13)โรงเรียนเทพศิรินทร์ 14)โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร 15)โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 16)โรงเรียนเซนปีเตอร์ ธนบุรี ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้โครงการโรงเรียนรักเดินตั้งแต่ปี 2557 เพื่อใช้เป็นงานต้นแบบส่งเสริมให้เด็กช่วงวัยมัธยมต้นและมัธยมปลาย เพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น รวมทั้งปลูกฝังให้เห็นประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย
ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญคือ เยาวชนเคลื่อนไหวร่างกายน้อย มีภาวะเฉื่อย และเนือยนิ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งระยะสั้น และระยะยาว โดยระยะสั้น คือการไม่มีสมาธิในการเรียน กระทบต่อผลการเรียน ส่วนระยะยาวเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ตามมา ส่งผลกระทบต่อร่างกาย สอดคล้องกับผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายระดับประเทศ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และ สสส. พบว่า ในปี 2557 กลุ่มเด็กในเขตเมือง มีภาวะเฉื่อยและเนือยนิ่งสูงถึง 13.5 ชั่วโมงต่อวัน สาเหตุหลักมาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมกับเวลานั่งเรียนทั้งในเวลาปกติและเรียนพิเศษนอกเวลา ทำให้คาดการณ์ว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีเด็กไทยถึง 1 ใน 5 ที่อยู่ในภาวะอ้วน สสส.จึงหันมามองว่าจะทำอย่างไรให้เด็กมีการขยับร่ายกายมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อเสร็จสิ้นโครงการฯ ร่วมกับโรงเรียนนำร่องดังกล่าวได้มีการทดสอบสมรรถภาพทางกายของเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ปรากฏว่าเด็กที่ร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ มีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้น กระตุ้นให้เด็กเกิดการเคลื่อนไหวทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เกิดทัศนคติที่ดีต่อการทำกิจกรรมทางกาย และมีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง