ที่ผ่านมา ความช่างคิด และชอบสร้างสรรค์เมนูใหม่ ทำให้ตำมั่วเคยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปี 2558 เมื่อครั้งที่ออกเมนูใหม่ในชื่อ “ตำถาด” และกลายเป็นปีที่ตำมั่วเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมี Key Message ที่สำคัญ คือ “ถ้าอยากกินตำถาด มากินที่ตำมั่ว” ซึ่ง คุณศิรุวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ในแต่ละปีทางร้านพยายามสร้างสรรค์เมนูพิเศษออกมาเป็นประจำ เช่นเดียวกับปีนี้จะมีเมนูปลาส้ม และเมนูหมูร้อยตอก หรือหมูพวง ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมสไตล์สตรีทฟู้ดของไทยที่หลายๆ คนชอบแต่กังวลในเรื่องความสะอาด
“เราพยายามเล่นกับความรู้สึก และความชอบของคน ตัวอย่างเมนูหมูพวง หรือหมูทอดที่ร้อยต่อๆ กันเป็นพวง จะขายอยู่ตามริมฟุตบาทริมถนน คนอยากกินแต่บางทีไม่สะอาด ส่วนปลาส้มก็หาทานยากในไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบนี้ นี่คือจุดเปลี่ยนในเรื่องของอินโนเวชั่นของการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่รู้ใจคนไทย เพราะทุกครั้งที่เรามีเมนูถูกใจคนไทยออกมายอดขายของเราจะเพิ่มขึ้น รวมถึงเรื่องของ Brand Awareness ที่จะได้กลับมาด้วย”
ปัจจุบันตำมั่วมีสาขากระจายอยู่กว่า 100 สาขา ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารไทยอีสาน และอาจกล่าวได้ว่า ตำมั่วมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจอาหารไทยอีสาน ขณะที่เมนูยอดนิยมของทางร้านยังคงเป็น ตำมั่ว ตำซั่ว และตำถาด ที่ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 เรื่องส้มตำตามสโลแกน “อาหารรสจัด ถนัดเรื่องตำ”
“ปีนี้เราจึงใช้คำว่า “นึกถึงส้มตำ นึกถึงตำมั่ว” เป็นแทรคไลน์สำคัญในเรื่องของการสื่อสาร ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปีโดยการใช้สื่อ Out of Home หรือบิลบอร์ด เพื่อ Capture คนทุกภูมิภาค ใน 5 จุดสำคัญ ตั้งแต่สายเอเชีย คือ พระราม 2 มิตรภาพ บางนา-ตราด เพชรเกษม รวมถึงประชาชื่น เพื่อตอกย้ำคำว่า “นึกถึงส้มตำ นึกถึงตำมั่ว” รวมถึงการใช้ TVC และโซเชียลมีเดียที่ยิงยาวไปจนถึงสิ้นปีด้วยงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท
การใช้สื่อดั้งเดิมอย่างการใช้บิลบอร์ด หรือกระดาษรองจาน ไปจนถึงยูนิฟอร์มพนักงาน และหน้าตาของร้าน ถือว่าเป็นสื่อชั้นดีที่ทำให้คนจดจำ และทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ไม่แพ้สื่อการตลาดอื่นๆ ซึ่งเราต้องแทรกเข้าไปในบ้านให้ได้ ไม่ใช่ไปอยู่แค่ในมือถือ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีแนวคิดในเรื่องของการทำรีเทลผ่านสินค้าอย่างน้ำปลาร้า เส้นหมี่ และแจ่วบอง และเร็วๆ นี้จะมีแจ่วสำหรับเนื้อย่าง หมูย่าง ทั้งในรูปแบบขวดและซอง โดยจัดจำหน่ายผ่านช่องทางหน้าร้านกว่า 130 สาขา ของเราเอง เพราะถือเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่ดีที่สุด ซึ่งการผลักดันให้สินค้าเข้าไปอยู่ในบ้านของกลุ่มเป้าหมาย สุดท้ายแล้วจะทำให้แบรนด์กลายเป็น Brand Love ที่ฝังจิตฝังใจผู้บริโภคได้ดีกว่าการซื้อสื่อแบบฉาบฉวย”
คุณศิรุวัฒน์ ยังกล่าวเสริมถึงเป้าหมายในเรื่องของการส่งออกสินค้าในกลุ่มรีเทล โดยเริ่มเดินหน้าเปิดตลาดในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2018 ที่เพิ่งจบไป ซึ่งก่อนหน้านี้ มีกองทัพมดนำสินค้าเข้าไปทำตลาดบ้างแล้วที่ประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ขณะที่อีกหลายๆ ประเทศ ก็เริ่มมีผู้ให้ความสนใจ เน้นในตลาดที่มีคนไทยอาศัยอยู่ โดยตั้งเป้าด้านยอดขายไว้ที่เดือนละประมาณ 10 ล้านบาท
ในส่วนของแฟรนไชส์ร้านอาหารในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมี 6 สาขา คือ เมียนมา 3 สาขา สปป.ลาว 2 สาขา และที่กัมพูชา 1 สาขา และปลายปีคาดว่าจะจบดีลที่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาได้อีก 1 สาขา นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความสนใจติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศจีน และอินโดนีเซีย
“มีคนวอล์กอินหาเราค่อนข้างมาก แต่เราต้องการเช็คความพร้อมของเขาว่า เขาสามารถไปกับเราได้กี่สาขา มี Passion ที่จะดูแลรักษาแบรนด์เราดีแค่ไหน ซึ่งการขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศเป็นเรื่องยากแต่ก็เป็น Piority ที่เราอยากทำให้สำเร็จ ยกตัวอย่าง ประเทศจีน ต้องมี 5 สาขา ดังนั้นคนที่จะทำต้องมีความพร้อมที่จะเปิด 5 สาขา จึงต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่ถ้าเป็น CLMV เราสามารถจัดการได้ง่ายกว่า แต่พอไกลขึ้น การจัดการก็ยากขึ้นเพราะมีสเกลที่ใหญ่ขึ้น”