โดยฐานลูกค้าของบริษัท ตลาดใหญ่ยังคงเป็นประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมไปถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศยุโรป รองลงมาได้แก่ กลุ่มตลาดเอเชียในประเทศที่บริโภคอาหารฮาลาล อาทิ อินโดนิเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เป็นต้น โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกต่างประเทศ 80% ส่วนที่เหลือเป็นการจำหน่ายสินค้าภายในประเทศผ่านร้านสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ 7-11 (สาขาสุวรรณภูมิ, ชลบุรี, ขอนแก่น, มหาชัย, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต, บางบัวทอง, เชียงใหม่) บิ๊กซี ซุปเปอร์เซนเตอร์ (ทั่วประเทศ), Makro (ทั่วประเทศ), Spar (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) โดยมีแผนขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจากแผนการดำเนินงานทั้งหมดจะผลักดันให้ยอดขายโดยรวมในปี 2561 เติบโตได้อย่างดีตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 10% จากปีที่ผ่านมา
สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2561 บริษัทมีรายได้รวม 479.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.3 ล้านบาท คิดเป็น 7.9% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีผลการผลิตเพิ่มขึ้นจากการมีปริมาณลูกค้าเพิ่ม และมีคำสั่งการสั่งซื้อจากลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ จากการที่บริษัทมีการออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 21.1 ล้านบาท ลดลง 9.4 ล้านบาท หรือลดลง 30.9% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากกำไรขั้นต้นลดลง จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินจะลดลงก็ตาม ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้เท่ากับ 919.3 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 26.3 ล้านบาท หรือ ลดลง 50.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน