ท็อปส์ ผู้นำพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ต ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวหมูธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ เนเชอรัล มีท (Natural Meat) ปลื้มยอดขายเติบโตต่อเนื่อง 10-15 % ฉลองครบรอบ 10 ปี ชู 3 คุณสมบัติเด่น เพื่อความอร่อยและเป็นทางเลือกสุขภาพ ได้แก่ การเลี้ยงดูแบบอิสระในทุ่งกว้าง (FREE RANGE) ทำให้มีไขมันต่ำ ปราศจากสารเคมีและยาปฏิชีวนะ และเลี้ยงด้วยสมุนไพร โดนใจกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ
อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เผยว่า “เมื่อปี 2551 บริษัทฯ ร่วมมือกับ กรมปศุสัตว์และผู้เลี้ยงหมู รุกตลาดเนื้อสัตว์ธรรมชาติ พัฒนาช่องทางการจำหน่ายและการสร้างองค์ความรู้แก่ผู้เลี้ยงหมู เปิดตัวหมูธรรมชาติภายใต้แบรนด์มายช้อยส์ เนเชอรัลพอร์ค (My Choice Natural Pork) ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร นอกจากความอร่อย สินค้าต้องดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บริษัทฯ เปิดตัวหมูธรรมชาติเนเชอรัลพอร์ค ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วย 3 คุณสมบัติเด่นที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเจาะตลาดผู้รักสุขภาพ ได้แก่
1. เลี้ยงดูแบบปล่อยอิสระในทุ่งกว้าง (FREE RANGE) มีการออกแบบและพัฒนาสิ่งแวดล้อมในการดูแลอย่างดี ส่งผลดีต่ออารมณ์ และพฤติกรรมตามธรรมชาติ จึงทำให้มีปริมาณไขมันต่ำกว่าเนื้อหมูที่เลี้ยงในระบบปกติ (จากการวิเคราะห์ชิ้นส่วนสันนอกและสะโพกจากห้องปฎิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเมื่อเดือนมิถุนายน 2561) การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงก่อให้เกิดภาวะโคเรสเตอรอลสูงและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ทำให้เนื้อหมูเนเชอรัลที่มีไขมันต่ำจึงเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค
2. เมื่อหมูเนเชอรัลได้ออกกำลัง แข็งแรง จึงไม่มีการใช้สารเคมี ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงปัญหาการดื้อยาในผู้บริโภค
3. เลี้ยงด้วยอาหารเสริมสมุนไพร เพื่อให้หมูแข็งแรง แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ช่วยในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันและแก้อาการหวัด ใบฝรั่ง ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ขมิ้นชัน ช่วยในการสร้างภูมิต้านทาน กำจัดสารพิษในร่างกาย เปลือกมังคุด เสริมสร้างกระดูกและฟัน ว่านชักมดลูก สำหรับแม่หมูช่วยรักษาอาการมดลูกทรุดตัว หรือมดลูกต่ำไม่เข้าที่ นอกจากนั้นลูกค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงข้อมูลแหล่งที่มาของเนื้อหมูเนเชอรัลพอร์คทุกแพ็กที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร (Food Safety) ได้ด้วยตัวเองผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Scan Me” เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น