5. เลิกโทษคู่แข่งที่เลียนแบบคุณ
อย่าเสียเวลาตัดพ้อหรือบอกว่าร้านเราขายได้น้อยลงเพราะมีคู่แข่งเลียนแบบหรือตัดราคา เพราะมันเป็นเรื่องปกติของธุรกิจที่เวลาเมื่อไหร่คุณขายดีอย่างน่าเกลียดแบบไม่เกรงใจใคร ย่อมมีคนที่อยากเป็นแบบคุณบ้างและคิดที่จะเข้าไปแชร์ตลาดกับคุณ และวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการขายของเหมือนกันหรือคล้ายกันกับคุณนั่นเอง ซึ่งคุณต้องยอมรับในข้อเท็จจริงอันนี้
สิ่งที่คุณทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือพัฒนาตัวเองให้หนีห่างจากคู่แข่งออกไป พยายามหา unique selling point (USP) ที่คุณมีและคู่แข่งไม่มีหรือเลียนแบบได้ยาก ที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาคู่แข่ง (Competitor analysis) อยู่ตลอดเวลาทั้งคู่แข่งในปัจจุบันในทำเลเดียวกับคุณหรือรูปแบบร้านเดียวกับคุณรวมไปถึงการศึกษาคู่แข่งที่มีโอกาสเข้ามาแข่งกับคุณในอนาคตด้วย
6. ลงทุนให้ต่ำ คืนทุนให้ไว
ถ้าผมลองถามคุณง่ายๆว่าถ้าให้คุณเลือกระหว่างลงทุนทำร้านอาหาร 4 ล้านบาทแล้วขายได้เดือนละ 1 ล้านบาทกับลงทุน 2.5 ล้านบาทแล้วขายได้เท่ากันคุณจะเลือกอะไร
ทุกวันนี้เทรนด์อาหารรวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ของที่เคยฮิตในปีนี้ อาจเลิกฮิตและอาจหมดความสนใจได้ภายในเวลาไม่ถึงปี ยกตัวอย่างเช่น ร้านชาบู ร้านเครป หรือ ร้านชานม ที่ทยอยปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา
คงไม่ดีแน่ถ้าคุณลงทุนเป็นจำนวนเงินมากกับร้านๆนึงแล้วยังไม่ทันจะคืนทุนพฤติกรรมลูกค้ากลับเปลี่ยนหรือกระแสในอาหารนั้นๆมันหมดไป
ซึ่งหลายๆร้านที่ต้องปิดตัวลงที่ผมรู้จักไม่ใช่ขายไม่ดี แต่เพราะเค้าเหล่านี้ลงทุนร้านในตอนเริ่มต้นเยอะเกินกว่าที่ควรจะเป็นทำให้ขายได้เท่าไหร่ก็ยังไม่คืนทุนซักที
เหตุผลนึงที่ทำให้ร้านเพนกวินสามารถขยายสาขาออกไปได้หลายสาขาไม่ใช่เพราะว่าร้านเราขายดีมากกว่าร้านอื่นมากมาย แต่เพราะร้านเราลงทุนถูกกว่าร้านคู่แข่งในระดับเดียวกันมาก
คุณจะใช้วัสุดราคาถูกในการแต่งร้านไม่เป็นไรแต่สิ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญคือสไตล์ ปัจจุบันลูกค้าไม่ได้สนใจแต่เรื่องความหรูหราของการตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่พวกเค้ายังสนใจเรื่องสไตล์ที่เฉพาะตัวของร้านด้วย ว่ามีความโดดเด่นจากร้านอื่นมากพอหรือไม่