ประพัฒน์ เสียงจันทร์ เผยว่า “เอสโซ่ถือเป็นปั๊มน้ำมันแห่งแรกที่ร่วมมือกับเราในการทำไดร์ฟทรู และถือเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีของทางเบอร์เกอร์คิงมาตลอด และยังเป็นสาขาที่มียอดขายติดท๊อปๆ ของเรา ลูกค้าเอสโซ่เป็นแฟนของเบอร์เกอร์คิงจำนวนมาก หลังจากเราใช้กลยุทธ์ในการขยายสาขาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละทำเล ทำให้ยอดขายแข็งแกร่งมากและมีจำนวนลูกค้าเติบโตมากขึ้นชัดเจน และยังเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากไดร์ฟทรูถึง 28% ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าลูกค้าชอบความสะดวกสบายมากขึ้น แม้ว่าจะมีคู่แข่งทางการตลาดสูง แต่เบอร์เกอร์คิงยังคงมีจุดแข็ง โดยเน้นการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพสดใหม่ เอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยการย่างเนื้อบนเปลวไฟ และนำเข้าจากออสเตรเลีย ทำให้รสชาติอร่อยลงตัว มีกลิ่นหอม ในราคาที่จับต้องได้
ทั้งนี้ ลูกค้ากลุ่มใหม่มาจากกลุ่มผู้ใช้บริการปั๊มน้ำมัน ที่เดินทางสัญจร ทางรถยนต์ และที่ผ่านมาฐานลูกค้าเดิมของเราจะเป็นชาวต่างประเทศและกลุ่มคนทำงานเสียส่วนใหญ่ ดังนั้น ในปี 2561 เราจึงวางแผนที่ขยายสาขาในรูปแบบไดร์ฟ ทรู เพิ่มมากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้งบการลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 25 ล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดในกรุงเทพและปริมณฑลเป็นหลัก เราเชื่อมั่นและยังคงจับมือพันธมิตรที่ดีกับเอสโซ่ไปเรื่อยๆ และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน”
เบอร์เกอร์คิงยังเผยถึงทิศทางการตลาดในอนาคตว่า “ถึงแม้จะฉลองครบรอบ 10 สาขากับสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ แต่ทาง Burger King ก็ยังจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องกับสถานีบริการชั้นนำ แบรนด์ดัง อื่นๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปตท เชลล์ บางจาก และคาลเท็กซ์ หากผู้ที่สนใจมีปั๊มน้ำมันใกล้ๆ บ้านคุณ มีการจราจรหนาแน่น ผู้อยู่อาศัยคับคั่ง และมีบริเวณที่จอดรถอย่างเพียงพอ ติดต่อมาโดยตรงที่ไมเนอร์ฟู้ดส์ได้เลยครับ” ประพัฒน์ เสียงจันทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
ปัจจุบัน เบอร์เกอร์คิง มีสาขา 80 แห่ง ในประเทศไทย และ อีก 6 สาขาในอีก 3 ประเทศ โดยในไทยแบ่งเป็นสาขาในสนามบิน 13 สาขา ร้านไดร์ฟทรู 19 สาขา และที่เหลือเป็นร้านนั่งรับประทาน และจะขายเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 20 สาขา ภายในปี 2561