ในความคิดของเนตรนภา นั้นมองว่า แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงแต่เมื่อเทียบปริมาณการดื่มกาแฟกับประเทศอื่นๆ ก็ยังถือว่ามีตัวเลขที่ไม่สูง ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก
ปัจจุบันนี้สตาร์บัคส์จำหน่ายเครื่องดื่มประมาณ 3.5 ล้านแก้วต่อเดือน หรือเฉลี่ยแล้วลูกค้า 1 คน จะซื้อเครื่องดื่ม 7 แก้วต่อเดือน ในจำนวนนี้ 80% เป็นเครื่องดื่มกาแฟ
“ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีสาขาทั้งสิ้น 366 แห่ง มีประเภทสาขาปะปนกันไป ทั้งในศูนย์การค้า, ไดรฟ์ทรู และสาขาที่เปิด 24 ชั่วโมง ทุกวันนี้เรามีสาขาไดรฟ์ทรู 24 สาขา, สาขาที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง 15 สาขา และที่มีสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ อีก 21 สาขา ในส่วนของ My Starbucks Rewards เรามียอดสมาชิก 1.3 ล้านคน มีคนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปแล้วกว่า 430,000 ดาวน์โหลด
เรายังเชื่อมั่นว่า การดื่มกาแฟจะยังเติบโต ต่อไปดูได้จากคนรอบข้างที่พา Family พาคนรุ่นใหม่เข้าร้านกาแฟอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจจะเริ่มจากเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟ แต่เราเชื่อว่าการสร้างไลฟ์สไตล์แบบนี้จะยังคงทำให้ธุรกิจร้านกาแฟเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
ตัวเลขการขายและเพิ่มสาขาที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้ปัจจุบัน สตาร์บัคส์ ประเทศไทยก้าวขึ้นไปติดใน Top 5 ของสตาร์บัคส์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
มาจนถึงยุคที่โซเชียลมีเดีย กำลังเป็นที่นิยม สตาร์บัคส์เองก็มีการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้าง Human Connection กับผู้บริโภคนอกร้าน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายในอนาคต ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ Facebook ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 1,423,667 บัญชี และ Instagram ที่มีผู้ติดตามกว่า 234,000 บัญชี และ Mobile Application
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ BrandAge ถามถึงกระแสการรณรงค์ให้ลดใช้พลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกเพ่งเล็งอันดับต้นๆ
“เราเริ่มมีหยิบมาพูดคุยและพิจารณาบ้าง ตัวอย่าง เช่น ร้านสตาร์บัคส์ในสยามดิสคัฟเวอรี่ก็เข้าร่วมโรงการกับศูนย์การค้าพยายามรณรงค์ในเรื่องนี้ นโยบายของสตาร์บัคส์ก็มองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นใหญ่ เราเชื่อว่าในอนาคตจะเห็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนมาจากบริษัทแม่ ในต่างประเทศบางสาขาก็เคยทดลองขายเฉพาะคนที่นำภาชนะมาเองบ้างแล้ว
ความคิดเรื่องการจำหน่ายกาแฟเครื่องดื่มให้เฉพาะกับคนที่เตรียมภาชนะมาเอง เราเคยคิดมาพักหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่กังวลก็คือความพร้อมของผู้บริโภค เพราะที่สังเกตดูจากการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าก็ยังรู้สึกว่าผู้บริโภคชาวไทยยังตื่นตัวน้อย การตัดสินใจบางอย่างบางครั้งต้องให้ผู้บริโภคมีความพร้อมในระดับนึงก่อน” คุณเนตรนภา อธิบาย
กับคำถามที่หลายคนสงสัย ทีมงานอยากรู้ความชัดเจนเรื่องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะในปัจจุบันสตาร์บัคส์ในหลายเมืองใหญ่เริ่มมีการขายเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอลล์บ้างแล้ว
“ในต่างประเทศก็มีร้านสตาร์บัคส์ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้างแล้ว ทั้งในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา หรือแม้แต่ในฮ่องกง สำหรับประเทศไทยเราอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาตลาด ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตามหากเราจะขายเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เราก็ยังต้องควบคุมบรรยากาศของร้านกาแฟให้ผู้บริโภครู้สึกว่ายังนั่งอยู่ในร้านกาแฟ ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ
ความคืบหน้าของประเทศไทยตอนนี้ยังใช้คำว่าศึกษาถึงความเป็นไปได้อยู่ และต้องดูว่าประเทศที่ทดลองขายไปแล้วเป็นอย่างไรแล้วต้องมาดูความเหมาะสมอีกที เพราะแต่ละประเทศก็มีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟที่ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยถ้าจะขายเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์จริง เราอาจจะต้องเลือกเฉพาะสาขาที่ใช่จริงๆ การขยับเข้าไปขายเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ถือเป็นอีกสเตปหนึ่งในการสร้างความแตกต่าง เพียงแต่ว่าเราต้องเดินอย่างรอบคอบระมัดระวัง ว่าจะไปแบบไหน ที่สำคัญคือพอก้าวไปแล้วต้องประสบความสำเร็จ แบรนด์อิมเมจต้องตรง สินค้าก็ต้องได้” เนตรนภา กล่าวทิ้งท้าย