กิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ อโรม่า กรุ๊ป กล่าวถึงความสำเร็จของปีที่ผ่านมาว่า “ในส่วนของการแข่งขัน Thailand Indy Barista Championship ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 แล้วได้ผลตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มีผู้สมัครมากขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า การแข่งขันของเรา ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือในวงการบาริสต้า สำหรับการแข่งขัน Espresso Italiano Champion ปีที่แล้วจัดเป็นปีแรก ครั้งแรกในไทยอีกด้วย ผลตอบรับอยู่ในเกณฑ์ดีเลยครับ เพราะเป็นเวทีระดับโลกที่รู้จักแพร่หลายอยู่แล้ว
ซึ่งในปีที่ผ่านมา แชมป์ของเวทีนี้มาจากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ในทวีปเอเชียนี้เอง ดังนั้นทำให้บาริสต้าไทยมีโอกาสได้ไปแสดงฝีมือต่อในรอบชิงชนะเลิศที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และในปีนี้เอง ทางอโรม่า กรุ๊ป ก็มีโครงการใหม่ 2 โครงการ ที่มาเพิ่มสีสันให้การแข่งขันครั้งนี้ แตกต่างจากปีที่แล้วมา โดยในปีนี้ทางอโรม่า กรุ๊ป วางแผนต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โครงการแรก คือ โครงการ Barista Blend ซึ่งเป็นการต่อยอดผู้ชนะจากการแข่งขันทั้งสองเวทีเมื่อปีที่แล้ว มาร่วมสร้างสรรค์และออกแบบโปรไฟล์การคั่วเมล็ดกาแฟ รวมไปถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์ในสไตล์ของตัวเอง เพื่อวางจำหน่ายทั่วประเทศ และยังได้ส่งผลงานของทั้งคู่ เพื่อเข้าประกวดในงาน International Coffee Tasting 2017 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นที่ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยครับ และอีกหนึ่งโครงการ คือ อโรม่า กรุ๊ป มุ่งสร้างเครือข่ายบาริสต้าในประเทศไทยให้เกิดการรวมตัว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Barista Community Network” โดยตั้งใจให้การแข่งขัน The Maestro Barista Challenge 2017 เป็นศูนย์รวม บาริสต้าที่สนใจในการแข่งขันหรือเคยมาแข่งแล้วในปีที่ผ่านๆมา ได้มีพื้นที่พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะกัน เพื่อยกระดับและร่วมกันทำประโยชน์ให้กับวงการกาแฟไทยต่อไป”
นอกจากนี้กิจจา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ของธุรกิจกาแฟไทยว่า “วงการกาแฟไทยตอนนี้ กำลังคึกคัก มีการแข่งขันค่อนข้างสูงมาก ณ ปัจจุบันมีร้านกาแฟเปิด ขึ้นทุกวัน ทำให้หลายร้านต้องพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ทางการตลาดควบคู่กันไป ในขณะที่มีการแข่งขันสูง แต่บาริสต้าไทยยังขาดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน การที่มี “Barista Community Network” อย่างที่คุณกิจจา กล่าวไปข้างต้น จะช่วยยกระดับให้วงการกาแฟไทยเข้มแข็งขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพ บาริสต้าชาวไทยให้ได้มาตรฐานสามารถแข่งกับต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ”