“เถ้าแก่น้อย มีความเชื่อว่า ความชื่นชอบและความหลงใหลในสิ่งที่สนใจอย่างแท้จริง จะทำให้เราสามารถคิดค้นกรรมวิธีการ ผลิต สร้างความแตกต่างในสินค้า”
สิ่งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง บริษัทเถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN โดยมีการพัฒนาปรับปรุงสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นเป็นผู้นำ การผลิตสาหร่ายแปรรูปในประเทศไทย
ปัจจุบันสินค้าแบรนด์เถ้าแก่น้อย สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้กว่า 70% มีรายได้ในปีที่ผ่านมา 5,662.7 ล้านบาท โตขึ้น 7.6 % โดยมีรายได้จากตลาดในประเทศ 2,220.8 ล้านบาท เติบโต 7.8 % และมีรายได้จากตลาดต่างประเทศ 3,441.9 ล้านบาท เติบโต 7.4 %
นี่เป็นความสำเร็จที่เป็นแค่จุดเริ่มต้น ดังนั้นการจะสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจของเถ้าแก่น้อย คือการฉีกจากกรอบเดิมๆ เราลองมาดูกันว่าอะไรคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ เถ้าแก่น้อยมีเส้นทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ต่อยอดตลาดไทย ไปต่างประเทศ
อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN อธิบายว่า นโยบายของเถ้าแก่น้อย มุ่งก้าวสู่การเป็นบริษัทนวัตกรรมอาหาร (Innovative food company) นำความสุขสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้บริษัทเดินหน้าพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรม และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต
ล่าสุดได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ “เถ้าแก่น้อย ทินเท็น” (Tinten) ปลาหมึกไข่เค็ม เป็นการแยกแบรนด์ออกมาเป็น “ทินเท็น” เพราะต้องการให้ผู้บริโภคจำง่ายขึ้น เพราะชื่อ “เถ้าแก่น้อย” ผู้บริโภคจะรับรู้ว่าคือผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจากสาหร่าย ซึ่งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ จะทดสอบตลาดในประเทศก่อน 1 ปี เมื่อตลาดโตเต็มที่แล้ว เถ้าแก่น้อยจะมองหาตลาดใหม่ที่เป็นโอกาส อย่างประเทศจีน และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเถ้าแก่น้อยก็พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่า ผลิตภัณฑ์ของเถ้าแก่น้อยสามารถเจาะตลาดจีนได้ เช่น สาหร่ายม้วนย่างบิ๊กโรล เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในประเทศจีนโดยมีสัดส่วนมากกว่า 60%