ธีรินทร์ ยังบอกอีกว่า จุดแข็งอย่างหนึ่งของเพาเวอร์บายก็คือ การมีฐานข้อมูลของลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบัน มีลูกค้าของเพาเวอร์บายที่เข้ามาใช้บริการต่อปีประมาณ 1.3 ล้านคน
“จุดแข็งอีกอย่างคือเรื่องของบริการที่เรามีบริการติดตั้งให้ถึงบ้าน ซึ่งการมีสาขาที่ครอบคลุมอยู่เกือบทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าแล้วให้ไปส่งพร้อมติดตั้งที่ไหนก็ได้ ซึ่งถือเป็นบริการที่สามารถเข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับเพาเวอร์บายกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี”
ในปีที่ผ่านมา เพาเวอร์บาย มียอดขายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท เติบโต 8% จากแรงส่งของสินค้าในกลุ่มทีวีที่ได้รับอานิสงส์จากมหกรรมฟุตบอลโลก รวมถึงสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าในการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 8% เช่นกัน
เพาเวอร์บาย เป็นร้านค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีส่วนแบ่งการขายสินค้าประเภททีวีมากที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 18% จากการขายผ่านร้านค้าปลีกทั้งในรูปแบบดีลเลอร์ และโมเดิร์นเทรด การปรับตัวมาให้ความสำคัญกับเรื่องของ O2O นั้น ถูกมองว่า ส่วนหนึ่งมาจากการดิสรัปท์ของเทคโนโลยี ที่เกิดคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่เป็นอีคอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้นในช่วง 4 – 5 ปีหลังมานี้
แต่การมีร้านค้าที่เป็นฟิสิกคัล สโตร์ มากที่สุดอยู่ในมือ จะเข้ามาเป็นตัวสร้างข้อได้เปรียบในการทำสงครามค้าปลีกยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับคู่แข่งหน้าเดิมๆ อีกต่อไป หากสามารถผสานทั้ง 2 ช่องทางให้เข้ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างประสบการณ์การช้อปที่ดีกว่าได้นั่นเอง.......