การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ พิชเยนทร์ตั้งเป้าการขายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ทั้งสิ้น 5,000 ตัว โดยราคาขายปลีกของปลั๊กไฟ IOTH-1000 นี้อยู่ที่ชิ้นละ 2,590 บาท
“รายได้จากปลั๊กรุ่นนี้จะมาจากกลุ่ม B2C และ B2B อย่างละ 50% แต่คาดว่าช่วงแรกจะมียอดขายมาจากกลุ่ม B2C มากกว่า เนื่องจากกลุ่ม B2B ต้องใช้เวลาในการทำตลาด เพราะต้องมีการเชื่อมต่อหลังบ้านในการพัฒนาโซลูชั่นตามความต้องการของแต่ละองค์กร”
พิชเยนทร์ กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า อยากเห็นภาคการศึกษา อาทิ โรงเรียน และมหาวิทยาลัยนำเอาโซลูชั่นนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพราะว่ามีบางจุดที่ anitech ยังเข้าไม่ถึง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าโซลูชั่นนี้สามารถเอาไปทำเป็น New Business Model ได้
ตัวอย่างโซลูชั่นที่สามารถพัฒนาต่อยอดในธุรกิจ B2B เช่น ร้านอาหารที่มีสาขาเป็นจำนวนมากจะสามารถรับรู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อนำมาคำนวณหาจำนวนลูกค้าในร้าน ณ ตอนนั้น
“การใช้ไฟฟ้าผ่านเตาไฟฟ้าทำให้เรารู้ว่ามีลูกค้านั่งในร้านทั้งหมดกี่โต๊ะ ถ้ามีลูกค้ามาก ระบบสามารถคำนวณอุณหภูมิของร้านให้พอดีกับจำนวนลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายไม่อึดอัด หรือแม้กระทั่งช่วงที่ปิดร้าน ระบบสามารถรายงาน หรือแจ้งเตือนกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ไม่คงที่ หรือไฟฟ้าดับเพื่อลดความสูญเสียของวัตถุดิบที่แช่อยู่ในตู้เย็นได้”
ในอนาคตข้างหน้าทาง anitech จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มที่ใช้การติดตั้งแบบถาวรกับผนัง แต่ยังคงมีซอฟ์ทแวร์คอยควบคุมเหมือนกับปลั๊กไฟ รวมถึงจะมีการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ จับความเคลื่อนไหว, จับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมาทำงานร่วมกัน โดยหวังที่จะให้ปลั๊กไฟ IOT เป็นศูนย์กลางเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้าน
พิชเยนทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 2020 ทั่วโลกจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันมากถึง 50,000 ล้านชิ้น ซึ่งทำให้ตลาด IOT มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ anitech ต้องรีบบุกตลาด IOT
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง anitech คาดว่าภายใน 3 ปี สินค้าในกลุ่ม IOT จะมียอดขายคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด