ในช่วงเวลานั้น คงจำสแน็คที่เป็นขนมขึ้นรูป ซึ่งทำจากแป้งประเภทต่างๆ โดยเฉพาะแป้งข้าวโพดได้ ในช่วงเวลานั้น แบรนด์เล็กหรือขนมขบเคี้ยวจากค่ายเล็กๆ มักจะใช้วิธีการทำแพ็กเกจจิ้งสีสันสะดุดตา มีขนาดซองที่ใหญ่และปริมาณที่มากกว่าขนมขบเคี้ยวของแบรนด์ใหญ่ออกมาวางขาย 1 ในนั้นก็คือ ขนมขบเคี้ยวแบรนด์ “พริกหยวก” ที่อยู่ในซองสีเงินขนาดใหญ่สะดุดตา ซึ่งใครที่เป็นเด็กในยุคนั้นคงจำขนมแบรนด์นี้ได้ ขายดี และเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างจังหวัด
เรื่องนี้เดือดร้อนแบรนด์หลักๆ ในตลาดที่ถูกแชร์ยอดขายไปบางส่วน ทีนี้ก็ต้องหาทางป้องกันตลาดของตัวเอง กลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือการออกไฟติ้งแบรนด์ในปริมาณที่เท่ากันเข้ามาประกบ
ที่เห็นทำแบบขนานใหญ่ก็มี ข้าวเกรียบกุ้งฮานามิ ซึ่งการออกไฟติ้งแบรนด์ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่หยิบเอาสโลแกน “ข้าวเกรียบ รวยเพื่อน” ซึ่งเป็นแบรนด์ คอนเซ็ปต์ของฮานามิ มาใช้เป็นชื่อแบรนด์ ข้าวเกรียบกุ้ง “รวยเพื่อน” จึงเกิดขึ้น แถมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเสียด้วยสิ
“รวยเพื่อน” เป็นชื่อแบรนด์ที่ตั้งง่ายๆ แต่มีความสตรองแฝงอยู่ เพราะคำว่ารวยเพื่อน ถือเป็น Brand Asset ที่แข็งแกร่ง ผู้บริโภครู้จัก และให้การยอมรับ แถมรวยเพื่อน มีปริมาณที่มากกว่าฮานามิถึง 30% แบรนด์นี้จึงเป็นที่ยอมรับ และตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำคลอดออกมาทุกประการ
หากฉีกซองรวยเพื่อนออกมาและลองชิมดู จะพบว่ารสชาติของข้าวเกรียบกุ้งที่อยู่ในซองแทบจะไม่ต่างจากฮานามิเท่าไรนัก ซึ่งแม้จะไม่ได้ขายในราคาที่ต่ำกว่าฮานามิ คือขายราคาเท่ากัน แต่ด้วยปริมาณที่มากกว่า ก็สะท้อนให้เห็นว่า รวยเพื่อน เข้ามาทำหน้าที่ในส่วนฮานามิ ไม่สามารถทำได้
ข้าวเกรียบกุ้ง รวยเพื่อน ขายดีในระดับที่น่าพอใจ ถือเป็นอีกกรณีศึกษาให้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันได้อ่านกันถึงการเป็นอีกเคสของการปั้นไฟท์ติ้งแบรนด์ ที่ประสบความสำเร็จ.....
ขอบคุณภาพจาก www.halfbottle.net