3) มิตรภาพและราคาที่เป็นธรรม
ในการตั้งราคาขายอาหารควรขายในราคาที่เหมาะสม ผู้ประกอบการต้องเข้าใจในการบริหารต้นทุน (Cost Control) คำนวณหาต้นทุนและกำไรของอาหาร เพื่อที่จะได้สามารถตั้งราคาขายอย่างเหมาะสม เพราะการตั้งราคาแบบคิดเอาเองนั้นอาจทำให้ราคาสูงหรือต่ำจนเกินไป โดยต้นทุนในร้านอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) ค่าแรง (Labor Cost) ได้แก่ ค่าแรง เงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ สำหรับพนักงาน 2) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Overhead Cost) ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าเช่าสถานที่ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ภาษี เป็นต้น และ 3) ต้นทุนอาหารและเครื่องดื่ม (Food Cost) ได้แก่ วัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาประกอบอาหาร เครื่องปรุงรส ไปจนถึงเครื่องดื่ม เมื่อนำมาหาต้นทุนที่ใช้ไปได้ ก็กำหนดราคาขายอาหารได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งหากขายในราคาที่เป็นมิตรก็จะช่วยให้ร้านอาหารสามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนไปด้วย
4) เมนูภาษาต่างประเทศ
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าส่วนหนึ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเสริมทักษะความรู้ในด้านภาษาต่างประเทศ โดยควรเพิ่มภาษาต่างประเทศ อาทิ ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ สำหรับร้านอาหารที่อยู่ในทำเลที่มีนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ เพื่อที่ร้านจะได้ทำอาหารให้กับลูกค้าต่างชาติได้ถูกต้องตามที่ลูกค้าต้องการ และสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
ผู้ประกอบการร้านอาหารควรหมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ร้านอาหารอยู่เสมอ เชฟเคนยังได้ทิ้งท้ายว่า จากประสบการณ์การจัดเวิร์คช็อปอบรมให้แก่ผู้ประกอบการกับโครงการ UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝันที่ผ่านมา พบว่าผู้เข้าร่วมต่างมีความต้องการที่จะพัฒนาและฝึกฝนเพื่อนำความรู้ไปต่อยอดในธุรกิจของตนเองกันอย่างเต็มที่ ซึ่งยูนิลีเวอร์ ฟู้ดโซลูชั่นส์ เองก็มุ่งสร้างสรรค์กิจกรรมเวิร์คช็อป อบรม และสัมมนาให้ความรู้ในธุรกิจร้านอาหารตามเทรนด์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน
ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจร่วมกิจกรรม หรือ มองหาตัวช่วยความสำเร็จในการทำธุรกิจร้านอาหาร สามารถติดตามและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ทาง Facebook มือโปรความอร่อย หรือ www.unileverfoodsolutions.co.th