4C + M&A
คีย์เวิร์ดยุค End of Alone
Co – Branding ในลักษณะของการพัฒนาแบรนด์ร่วม หรือ Co-Brand อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการตลาดโลก เพราะมี Co-Brand ให้เห็นมาโดยตลอด แต่ในยุคของ End of Alone เทรนด์ในเรื่องของการ Co – Branding จะมีออกมาให้เห็นกันมากขึ้น
เหตุผลสำคัญของการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด Co-Brand ขึ้นมาในวงการตลาดโลกมีความหลากหลายออกไป
ประการแรก เพื่อนำสินค้าและบริการของบริษัทหนึ่งให้แก่ฐานลูกค้าหลักของอีกบริษัทหนึ่ง
ประการที่สอง เพื่อให้สินค้าและบริการได้ประโยชน์จากความมีชื่อเสียง ความเชื่อถือที่มีในแบรนด์อีกแบรนด์หนึ่ง
ประการที่สาม เพื่อการประหยัดต้นทุนของการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดที่ลดลงจากการ Co-Brand เทียบกับที่แต่ละแบรนด์ดำเนินการกันเอง
ว่าไปแล้ว การรวมกันเป็นพันธมิตร ก็คือ การเอา Resource ของทั้งสองบริษัทมาร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดความแข็งแกร่ง ในภาษาการตลาด เราเรียกว่า “การตลาดแบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” หรือ Symbiotic Marketing คือ เอาจุดแข็งของทั้งสองบริษัทนี้มาร่วมกัน
ยกตัวอย่างเช่น มีบริษัทหนึ่งขายเนยแข็ง อีกบริษัทขายแป้งสำเร็จรูป สำหรับทำขนมปัง ทำพาย แทนที่ทั้งสองบริษัทนี้ จะมี Sale force ของตัวเอง และลงทุนตู้เย็นของตัวเอง ทำไมไม่รวมกัน เพื่อใช้ตู้เย็นร่วมกัน ใช้ตู้แช่ร่วมกัน ใช้ Sale force ร่วมกัน อย่างนี้จะทำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และของพวกนี้ ทำให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น ก็ Win – Win กันหมด
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ คือว่า การทำธุรกิจคนเดียวอาจจะยากนิดหนึ่ง เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด มีพันธมิตรอีกเยอะแยะ ที่เราสามารถเข้าไปร่วมมือกันได้ และถ้าทำอย่างนั้นจะทำให้เกิดความส่งเสริมกัน โดยการเอาจุดแข็ง หรือความสามารถของทั้ง 2 บริษัท หรือมากกว่า 2 บริษัท เข้ามารวมกัน
Co – Marketing เป็นกลยุทธ์ประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นภาพที่มีออกมาให้เห็นมากขึ้น หลังจากที่ตลาดเปลี่ยนจาก Single Market หรือตลาดเดียว มาเป็นตลาดระดับประชาคม ที่จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งของพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่เข้ามาเป็นตัวช่วย โดยอาจจะใช้วิธีการทำผ่านบริษัทในเครือที่ซื้อกิจการมา อย่างการเข้าตลาดชาเขียวพร้อมดื่มของโออิชิ ในประเทศมาเลเซีย ที่ใช้ระบบจัดจำหน่ายและเครือข่ายทางการตลาดของ F&N เข้ามาช่วย เป็นต้น
Co – Technology จะเป็นอีกแนวทางที่มีออกมาให้เห็นมากขึ้น เช่น ในรายของโตโยต้า กับซูบารุ เอสซีจีกับดูปองท์ เป็นต้น โดย Co – Technology ถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพของความเป็นแบรนด์หรือองค์กรที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของทั้งคู่ออกมาอย่างโดดเด่น
Co - Creation ตัวอย่างของเรื่องนี้ก็คือ การจับมือกันของแอปเปิ้ลกับไนกี้ ทำในเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ไอโฟนเป็นตัวหลัก หรือไอพอดเป็นตัวหลัก เอาเซ็นเซอร์ไปใส่ไว้ที่รองเท้า และมีเซ็นเซอร์ที่มือ ถือเป็นการพัฒนาร่วมกัน เป็นการ Extend ความสามารถของแอปเปิ้ล ในขณะที่ไนกี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ก็เอา Resource จาก 2 บริษัทมาร่วมกัน ทำให้ต้นทุนต่ำลง และทำให้เกิดความสามารถใหม่ๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถขยายฐานลูกค้าได้
M&A (Merger& Acquisitions) เช่นเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้านั้น การทำ M&A จะมีให้เห็นมากขึ้นในยุคของ End of Alone โดยกระแสการควบรวมที่เกิดขึ้นนั้น มีแรงผลักดันมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของตลาด การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ทำให้เกิดการรวมกันของบริษัทหรือเจ้าของแบรนด์สินค้าชั้นนำหลายๆ แบรนด์ เพื่อร่วมกันทำตลาด อาจจะเริ่มจากการทำในส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน แล้ว มา Co – Creation ร่วมกัน และอาจจะมีไม่น้อย ที่จะเกิดการรวมบริษัท หรือการทำ M & A กันมากขึ้น โดยจะเริ่มต้นจาการเป็น Network กันก่อน ที่จะรวมบริษัทตามมาในทีหลัง ซึ่งทั้งหมดจะตอบโจทย์ถึงการก้าวเข้าสู่ยุคของการอยู่คนเดียวแบบโดดๆ ไม่ได้แล้ว
การเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดเดียวมาเป็นตลาดระดับประชาคม หลังการเปิดตัวของเออีซี ทำให้เราได้เห็นแนวทางการทำ M&A มากขึ้น โดยเฉพาะกับการใช้เป็นทางลัดในการออกไปเติบโต หรือผลักดันให้บริษัทท้องถิ่นก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทระดับภูมิภาค และระดับโกลบอล อาทิ การใช้แนวทางนี้ในการเติบโตในตลาดระดับภูมิภาค และระดับโลกของ กลุ่มไทยเบฟ ที่เข้าไปซื้อบริษัทท้องถิ่นของแต่ละประเทศ รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่อย่างกลุ่มซีพี เซ็นทรัล และเอสซีจี ที่ใช้แนวทางที่แทบจะไม่แตกต่างกัน