"ปัญหาของนักการตลาดวันนี้ ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้" ประโยคนี้อาจอธิบายความท้าทายของโลกธุรกิจยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด
ความท้าทายสำคัญของนักการตลาดในปัจจุบัน คือโลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่ง "ความเสี่ยง" ไปสู่ยุคแห่ง "ความไม่แน่นอน"
"จากเดิมมีความเสี่ยง แต่ตอนนี้มีการเปลี่ยนจากคำว่าความเสี่ยงเป็นความไม่แน่นอน ซึ่งในภาษาไทยอาจจะฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ภาษาอังกฤษจะชัดเจน คือเปลี่ยนจาก Risk เป็น Uncertainty
ความต่างระหว่าง Risk กับ Uncertainty คือ Risk ยังพอที่จะคาดการณ์ได้ วัดได้ เช่น ระดับเขียว เหลือง ส้ม แดง งานนี้น่าจะเขียว งานนี้น่าจะเหลือง มันยังพอคาดการณ์ได้ว่าอันนี้จะเกิดอะไร อันนี้ถ้าเกิดแล้วจะมีอิมแพคสูง เมื่อเราทำ Risk Assessment
แต่ Uncertainty ที่พูดถึงคือ ห๊ะ!!! มันคืออะไรนะ แถมคาดการณ์อะไรไม่ได้ไม่พอ ยังไม่รู้ว่าน้ำหนัก มันจะหนักเท่าไหร่ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามัน คืออะไร”
ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการตลาดในยุคนี้
เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นสภาพปกติใหม่ ประสบการณ์ในอดีตเริ่มมีอายุสั้นลง ขณะที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนกติกาการตลาดเร็วกว่าที่หลายองค์กรจะปรับตัวทัน
ตำราการตลาดที่เคยใช้ได้ผลยังตอบโจทย์โลกยุคใหม่อยู่หรือไม่? เทรนด์การตลาดที่สำคัญหลังจากนี้คืออะไร?

ในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นค่ามาตรฐานใหม่ การตลาดแบบเดิมที่เคยมั่นใจใน “ประสบการณ์” กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นักการตลาดยุคใหม่อาจต้องกล้าทิ้งกรอบความคิดเดิม เพื่อรับมือกับโลกที่คาดเดาไม่ได้มากกว่าที่เคยเป็นมา
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดตัว “Dream Team” ภายใต้การนำ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์เดินหน้าบทบาท “Marketing Accelerator” หรือกลไกเร่งศักยภาพการตลาด เพื่อยกระดับวงการการตลาดไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล รับมือคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การตลาดในวันนี้มีบทบาทกว้างกว่าการสร้างยอดขาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการเข้าใจผู้บริโภค การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิด
สร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าให้ธุรกิจและเชื่อมโยงการเติบโตขององค์กรเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศได้” โดยมี 5 เสาหลักแห่งการตลาดไทยยุคใหม่ ดังนี้
1.การตลาดไทยแกร่ง ล้ำสมัย ทัดเทียมนานาชาติ
สมาคมฯ จะเร่งสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบกับสมาคมการตลาดชั้นนำของนานาประเทศ รวมถึงองค์กรวิชาชีพและกูรูการตลาดระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กรณีศึกษา และแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลก พร้อมนำมาปรับใช้ในบริบทธุรกิจไทยได้จริง มุ่งสู่การเป็นเครือข่ายการตลาดที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับเวทีวิชาชีพระดับสากลอย่างแข็งแกร่ง
2.การตลาดบูรณาการเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างชาญฉลาด
สมาคมฯ จะเป็นแหล่งรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ และทักษะให้การตลาดไทยสามารถบูรณาการData, AI และ Marketing Technology เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเข้าใจผู้บริโภค ตอบสนองความต้องการได้ถูกต้องและตรงจุด ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน

3.การตลาดที่เต็มไปด้วยจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของผู้บริโภคเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ สมาคมฯ จึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการส่งเสริมจรรยาบรรณวิชาชีพการตลาด การตลาดที่โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม และคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และยังต้องสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เติบโตได้ก้าวกระโดด
4.พัฒนาวิชาชีพการตลาดต่อเนื่อง ดูแลคุณภาพชีวิตนักการตลาด
สมาคมฯ มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง การรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ไปจนถึงการสนับสนุนให้นักการตลาดมีสวัสดิการ มีความมั่นคงในอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
5.บ่มเพาะนักการตลาดรุ่นใหม่ เสริมพลังคณาจารย์และสถาบันการศึกษา
สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคณาจารย์ด้านการตลาดในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ด้วยเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและภาควิชาการ เพื่อให้นักการตลาดรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมทักษะที่ตลาดต้องการจริง มีความสามารถในการแข่งขัน และมีคุณค่าทั้งต่อองค์กรและสังคม
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยย้ำว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การตลาดที่ทันสมัย มีจริยธรรม ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด และอาศัยคนที่มีคุณภาพ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าใจผู้คน สร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและนำหน้าในเวทีโลก
ภาพรวมการตลาด และวิธีการรับมือในครึ่งปีหลัง
จากข้อมูล พบว่า การตลาดครึ่งปีหลัง เรียกว่า The Surf Shockwave Marketing เพราะกว่า 56% มองว่าตลาดโตยาก สมาคมการตลาดชี้ GDP ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ MAT พยากรณ์ และกว่า 70% นักการตลาดโดนแช่แข็งและลดงบ หนังสือพิมพ์ดิ่ง -20% งบโฆษณา tv ลด -4.5% กว่า 75% ผู้ซื้อออนไลน์ทิ้งรถเข็น หยิบสินค้าใส่ตะกร้าแต่ไม่จ่ายเงิน กว่า -10% ค้นหาแบรนด์ผ่านเสิร์จ กว่า 45% นักการตลาดสหรัฐตัดงบ
ในวันที่โลกธุรกิจต้องเผชิญ “Shock Wave Marketing” จากแรงกระแทกของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของนักการตลาดจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างยอดขาย แต่ต้องเป็นผู้มองเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์

วันนี้สมาคมการตลาด จึงมุ่งเน้นบทบาทการเป็นตัวเร่ง เพื่อยกระดับการตลาดและนักการตลาด ผ่านกลยุทธ์ 5P ได้แก่
1.การตลาดต้องแม่น (Precision) การจะยิงให้แม่นสูงได้ต้องใช้ตัวข้อมูล ยิงแอดเฉยๆ ไม่ได้แล้ว วันนี้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หลายที่ใช้ AI มายิงแอดโดยไม่ต้องใช้คนยิงก็ได้ วันนี้คนไม่ได้เสิร์จหาข้อมูล เพราะเดี๋ยวนี้คนใช้ AI เยอะ อย่าง ChatGPT Gemeni NotebookLM เป็นต้น
2.การตลาดต้องหมอบ (PAUSE) บางอย่างมันสามารถหยุดได้ ไม่ต้องโต “เร็ว ช้า หนัก เบา” วันนี้เราไม่ได้คุยกันว่าต้องโตเท่าไหร่แต่เราต้องรู้วิธีการหมอบและเบาลง
3.การตลาดต้องมุ่ง (Push) เราต้องมุ่งเฉพาะ super need market ทำในสิ่งที่เราถนัดและมุ่งให้ถูกจุด ยกตัวอย่าง ไกด์ที่พูดภาษาเยอรมันได้เพื่อรับคนตาบอดมาเที่ยว จนสามารถบรรยายให้พวกเขารู้ว่าแต่ละที่สวยแค่ไหนได้ ทำให้ลูกค้าสามารถบอกต่อๆกันได้โดยที่เราไม่ต้องพยายามเยอะ อาหารออแกนิค อย่างร้านที่ไว้สำหรับแม่ที่พึ่งคลอดลูก ขายได้แน่นอน นี่คือตัวอย่างของการ มุ่ง
4.การตลาดต้องมิตร (Partner) อย่าง Ap กับ Swatch ล่าสุด ใครจะคิดว่าดีทำออกมาแล้วลูกค้าชอบ ไปรษณีย์เงอที่ทำเรื่อง fifa cub เป็นต้น
5.การตลาดต้องมอบ (Planet) วันนี้เราต้องเป็นคนที่ให้มากกว่ารับ ที่ผ่านมาเราเพื่อสังคมมาตลอด แต่เมื่อไหร่ที่เกิดวิกฤตเรามักกลับไปหาธุรกิจตัวเอง ทำให้ลืมสังคมไป เราต้องไม่พลาดในเรื่องนี้เพราะทุกคนแย่เหมือนกันหมด อย่าง ททท ที่ทำท่องเที่ยวแบบ voluntourisum
“สมาคมการตลาด มองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับสภาวะ "Shock Wave" หรือความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว หน้าที่หลักของสมาคมฯ คือการเป็นหนึ่งในเสาหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยร่วมกับองค์กรเอกชนอื่นๆ เพราะถ้าจะให้แข็งแรงในวันที่เกิด Shockwave เราต้องร่วมด้วยช่วยกันหลาย ๆ เสานั่นเอง” ผศ. ดร. เอกก์ กล่าวทิ้งท้าย
