รูปแบบสตรีมมิ่งซึ่ง Netflix เป็นผู้จุดประกาย โดยมีเมนูภาพยนตร์ การแสดง และความบันเทิงที่ชมได้ไม่อั้น (All you can eat.) หรือในวงการใช้คำว่า Stream Dream มีแนวโน้มใกล้สิ้นสุดลง เมื่อ Bob Iger ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Disneyแถลงว่า 2 บริการหลัก คือ Disney+ และ Hulu จะขึ้นราคาบริการรายเดือนไม่มีโฆษณาคั่น จาก 3 ดอลลาร์เป็น 13-18 ดอลลาร์ตามลำดับ ส่งสัญญาณให้ทั้งอุตสาหกรรมว่า การแข่งขันใน Red Ocean หมดไปแล้ว รูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น
ความเย้ายวนใจช่วงแรกที่นำไปสู่ความนิยมการสตรีมเกิดขึ้นเมื่อ Netflix เสนอบริการบุกเบิกราคาเพียง 8 ดอลลาร์ต่อเดือน ผู้คนนับล้านลงชื่อสมัครใช้และกระตือรือร้นที่จะเข้าถึงแคตตาล็อกอันกว้างขวางด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของชุดเคเบิลแบบเดิม
ปี 2019 Iger เปิดตัว Disney+ ครั้งนั้น CEO กล่าวว่า เขาตั้งใจตั้งราคาบริการให้ต่ำกว่าคู่แข่ง "เพื่อเข้าถึงผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" การขึ้นราคามากกว่า 20% ล่าสุด หมายความว่า Disney+ จะมีราคา 2 เท่าของเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และบริการไม่มีโฆษณาคั่นของ Hulu แพงกว่าบริการซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดของ Netflix อีกด้วย
ความเคลื่อนไหวของดิสนีย์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม บริษัทสื่อต้องการเพิ่มผลกำไรขณะที่วอลล์สตรีทเริ่มหมดความอดทนกับการที่พวกเขาว่ายอยู่ใน Red Ocean ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะทุกค่ายทำเหมือนกันคือมอบ Content ทั้งหมดใน Library ของตัวเองให้ผู้บริโภคด้วยราคาเดียว ซึ่งสามารถใช้คำว่าดีเกินจริง
ปีนี้ บริการสตรีมมิ่งของทุกค่ายใหญ่ ประกอบด้วย Paramount, Warner Bros. Discovery, NBCU และแม้แต่ Netflix ล้วนปรับราคาขึ้นแล้วเพื่อให้กำไรสูงขึ้น ก่อนหน้านั้น เกือบทุกค่ายล้วนพบปัญหาใหญ่เหมือนกัน คือ Password Sharing ทำให้ต้องปรับแนวทางคิดค่าบริการใหม่
Iger เพิ่มเติมว่า ตลาดโฆษณาสำหรับการสตรีมกำลังดีขึ้น ส่งผลดีต่อผลประกอบการภาพรวมมากกว่าตลาดโฆษณาทีวีแบบเดิม ทั้งนี้ ข้อมูลในมือพิสูจน์ได้ว่า แพ็กเกจสตรีมมิ่งแบบไม่มีโฆษณาทำกำไรได้มากกว่า
จากต้นปีถึงสิ้นไตรมาส 3/2566 Disney+ แบบไม่มีโฆษณาคั่นมีสมาชิก 3.3 ล้านราย เพิ่มขึ้นช่วงไตรมาส 3 มากกว่า 800,000 ราย ปัจจุบันขยายบริการนี้ไปแล้วใน 50 ประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา Disney รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 จุดที่มีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
1. ขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ เทียบกับไตรมาส 2 และลดลงประมาณ 550 ล้านดอลลาร์เทียบกับปีก่อน
2. บริษัทจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ เป็น Disney Entertainment, ESPN และ Parks, Experiences & Products
3. รายได้จากการดำเนินงานสูงขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปี 2019
4. เริ่มทำโครงการประหยัด หรือลดค่าใช้จ่ายทั้งองค์กร เป้าเริ่มต้น 5,500 ล้านดอลลาร์
Iger สรุปว่า เขายังคงมั่นใจอนาคตระยะยาวซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงาน คุณภาพทีมงานหนุนด้วยปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งคือทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่มี รวมถึงย้ำว่า3 ธุรกิจหลัก คือสตูดิโอภาพยนตร์ ธุรกิจสวนสาธารณะ และสตรีมมิ่งจะขับเคลื่อนการเติบโตสร้างมูลค่าได้มากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า
ที่มา Disney.com