อุตสาหกรรมโฆษณากําลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เศรษฐกิจถดถอย ฯลฯ สภาพตลาดปัจจุบัน ราคาโฆษณาแทบจะเป็น 2 เท่าของราคาที่เคยเป็น
รายงานของ Statista ระบุว่า ราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC-Cost per Click) ทั่วโลกของการโฆษณาบนเครือข่าย Search Engine ในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 อยู่ที่ 0.52 ดอลลาร์ ส่วนไตรมาสที่ 1 ของปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็น 0.62 ดอลลาร์ สิ่งนี้เรียกว่า "อัตราเงินเฟ้อ CPC" และดูเหมือนว่าจะยังคงไต่ระดับต่อไปจนถึงสิ้นปี 2023
2 เรื่องที่ผู้ลงโฆษณาไม่ชอบ คือสภาพเศรษฐกิจถดถอย และผู้บริโภคที่ประหยัด เพื่อชดเชยความสูญเสียเหล่านี้ ผู้โฆษณาส่วนใหญ่ใช้วิธีขึ้นราคา CPM (Cost per thousand impressions) หรือทางเทคนิคใช้คำว่า “Cost Per Mille”
CPM ของ Meta เพิ่มขึ้น 61% YoY จากเดิม 11 ดอลลาร์ ขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 17.60 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่า ปีที่แล้ว ใช้เงิน 1,100,000 ดอลลาร์ แต่ปีนี้ต้องใช้ 1,760,000 ดอลลาร์ แบรนด์จึงจะได้จํานวนคลิกการ View และการแสดงผลเท่าเดิม
Retailer รายใหญ่อาจชดเชยค่าใช้จ่ายนี้ได้ โดยได้รับผลกระทบเล็กน้อยหรือไม่มีผลต่อกําไรของพวกเขาเลย อย่างไรก็ตามแบรนด์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางอาจไม่สามารถทำแบบนั้นได้
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
McKinsey นำเสนอ 3 กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการควรนำไปพิจารณา ประกอบด้วย
1. Content Marketing สำคัญที่สุดเมื่อผู้คนค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการใน Google พวกเขาไม่ต้องการเห็นโฆษณา พวกเขาต้องการเนื้อหา ในความเป็นจริง 42.7% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้ตัวบล็อกโฆษณา เพราะพวกเขาไม่อยากเห็นโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องหรือน่ารําคาญ ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่ Retailer จะพลาดการเข้าถึงผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า
ในทางกลับกัน การสร้างเนื้อหาบล็อกที่มีคุณภาพช่วยให้อันดับบน Google อยู่ในตําแหน่งที่สามารถดึงดูดลูกค้า ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีแนวโน้มไว้ใจแบรนด์มากขึ้น เมื่อพวกเขาพบว่าเนื้อหาของคุณเชื่อถือได้และเป็นความจริง แม้ ROI ของเนื้อหาจะต้องใช้เวลานานกว่าจะรับรู้ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะดีพอ สามารถแทนที่โฆษณาแบบต้องชําระเงินก่อนในที่สุด
2. ปรับแต่งทุกการโต้ตอบด้วยการตลาดผ่านอีเมลการปรับแต่งประสบการณ์ว่าที่ลูกค้าแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยโฆษณา แต่การตลาดผ่านอีเมลให้โอกาสไม่มีที่สิ้นสุด เพียงใส่ชื่อผู้รับในบรรทัดหัวเรื่องอีเมล์ก็สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าได้
ประโยชน์สําคัญอีกประการหนึ่งของการตลาดผ่านอีเมล์ คือผู้ใช้ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาพยายามเอาชนะอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดียหรือเครื่องมือค้นหา การตลาดผ่านอีเมล์สามารถควบคุมข้อมูลจํานวนสมาชิก การส่งข้อความ และปรับเปลี่ยนในแบบที่เป็นตัวคุณเอง เพื่อให้ได้ ROI ที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับโฆษณา
จุดเด่นสำคัญของการตลาดผ่านอีเมล์ ประกอบด้วย 1. เพิ่มรายได้จากลูกค้าปัจจุบัน 2. เป็นกลยุทธ์รักษาลูกค้า 3. สร้างการขายต่อเนื่อง โดยเสนอโปรโมชั่น เช่น ลดราคา และในที่สุดจะช่วยเพิ่มยอดขาย
3. ใช้งานโซเชียลมีเดียหาก Retailer ยังไม่ได้รวมโซเชียลมีเดียเข้ากับกลยุทธ์การโปรโมทแบรนด์ ตอนนี้ถึงเวลาทดลองใช้แล้ว ปัจจุบันมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียอยู่ 4,200 ล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกทั้งหมด จุดสำคัญคือส่วนใหญ่ ฟรี เปรียบเทียบจุดนี้กับการต้องเสียเงินลงโฆษณา รวมถึงการที่ต้องใช้งบประมาณมากเท่าไหร่ ถ้าต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
มีเรื่องราวมากมายของผู้ประกอบการที่ใช้ TikTok YouTube Facebook สร้างธุรกิจใหม่ ทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียแทบจะเป็นคำตอบทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เริ่มต้นด้วยการสร้างเนื้อหาที่ผู้ชมจะชื่นชอบ ยิ่งทํามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มการมองเห็น และการรับรู้แบรนด์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่า เงินเฟ้อจะส่งผลต่ออัตราโฆษณานานแค่ไหน เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่พยายามทําให้เงินเดือนของพวกเขาใช้ได้นานที่สุด หลายบริษัทกําลังลดขนาด และทบทวนงบประมาณการตลาด เพื่อให้ยังคงทํากําไรได้ ด้วยวิธีการใดๆ ที่จําเป็น ระหว่างนี้แบรนด์จึงไม่ควรลงทุนในโฆษณาเพียงอย่างเดียว การใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ทางเลือกที่กล่าวถึงในที่นี้จะช่วยให้ แบรนด์ลดต้นทุนการหาลูกค้า ขณะที่ก็สามารถเพิ่มรายได้ในระยะยาว
ที่มา :
McKinsey.com